
บัวหลวงปรับ GDP ไทยปี 2569 โต 2% รับแรงหนุน FDI-ลงทุนเอกชน แม้เศรษฐกิจยังเปราะบาง
บล.บัวหลวง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เป็น 2.0% จากแรงหนุนการลงทุนเอกชนและ FDI ขณะที่ส่งออกเทคโนโลยียังโตดี แม้ภาคผลิตฟื้นตัวจำกัดและกระจุกตัว สะท้อนโจทย์เร่งเพิ่ม Local Content กระจายประโยชน์สู่เศรษฐกิจในประเทศ
KEY
POINTS
- บล.บัวหลวง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เป็น 2.0% จากแรงหนุนการลงทุนเอกชนและ FDI
- ขณะที่ส่งออกเทคโนโลยียังโตดี แม้ภาคผลิตฟื้นตัวจำกัดและกระจุกตัว
- สะท้อนโจทย์เร่งเพิ่ม Local Content กระจายประโยชน์สู่เศรษฐกิจในประเทศ
ข้อมูลจากทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยปี 2569 เป็น 2.0% จากเดิม 1.7% หลังประเมินว่าแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มรุนแรงน้อยกว่าที่คาด
เศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้หดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีการลงทุนภาคเอกชน เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โต 13.4% จาก 10.1% ในไตรมาสก่อน ตามการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI
ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนชะลอลงเหลือ 1.9% จาก 3.3% และการลงทุนภาครัฐหดตัว 1.6% สะท้อนแรงกดดันจากค่าครองชีพและการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ลดลง
ส่งออกโตแรงแต่การผลิตโตจำกัด
การส่งออกสินค้าในรูปเงินบาทเติบโต 14.1% โดยเฉพาะโทรศัพท์ และอุปกรณ์สื่อสาร คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ และแผงวงจรรวม แต่การนำเข้าโตสูงถึง 27.2% จากน้ำมันดิบ เครื่องจักร สินค้าทุน และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าราว 3.93 แสนล้านบาท
การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นสะท้อนทั้งการใช้วัตถุดิบนำเข้าเพื่อผลิตส่งออกและการลงทุนจาก FDI ทำให้แรงส่งจากภาคส่งออกต่อ GDP ถูกหักล้างบางส่วน ขณะที่การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 0.1% สะท้อนว่าแม้ส่งออกเติบโตดี แต่การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศยังมีจำกัด
3 แรงพยุงเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
1. การบริโภคภาคเอกชน มีแนวโน้มประคองตัวดีขึ้น หลังแรงกดดันด้านค่าครองชีพและเงินเฟ้อเริ่มทุเลา รวมถึงมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส”
2. การลงทุนภาคเอกชน ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ จากวัฏจักร FDI โดยคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนปี 2569 จะโต 10.8%
3. การใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐ มีแนวโน้มกลับมาช่วยหนุนเศรษฐกิจ จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะในไตรมาส 3
การผลิตฟื้นแบบกระจุกตัว
แม้การส่งออก โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ ยังเติบโตดี แต่การฟื้นตัวของภาคการผลิตยังไม่ทั่วถึง โดยเดือนกรกฎาคม 2569 การส่งออกโต 21.6% ขณะที่ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI โตเพียง 0.5%
ปัจจุบันภาคการผลิตมีสัดส่วนราว 23.6% ของ GDP ลดลงจากจุดสูงสุด 32.8% ในปี 2551 จากข้อจำกัดด้าน Local Content การพึ่งพาชิ้นส่วนนำเข้า กำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก ทำให้การเติบโตของส่งออกยังส่งผ่านมายังการผลิต การจ้างงาน และรายได้ในประเทศได้ไม่เต็มที่
กลุ่มที่ยังเติบโตได้ดี ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ เฟอร์นิเจอร์ อาหารสัตว์เลี้ยง ยางรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และยางสังเคราะห์ ขณะที่ถุงมือยาง เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และเส้นใยสิ่งทอยังหดตัว ส่วนปลาทูน่ากระป๋อง เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์พลาสติก เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว
โจทย์สำคัญคือทำให้การเติบโตกระจายตัวมากขึ้น
ภาพเศรษฐกิจไทยปี 2569 จึงมีทั้งแรงส่งและความเปราะบาง โดยการลงทุนภาคเอกชนและ FDI ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ขณะที่การส่งออกยังเติบโตดี แต่การฟื้นตัวยังคงกระจุกตัว โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
โจทย์ระยะต่อไป คือ การเพิ่ม Local Content เชื่อมโยงอุตสาหกรรมใหม่กับผู้ผลิตในประเทศ พร้อมยกระดับผลิตภาพ เทคโนโลยีและทักษะแรงงาน เพื่อให้ประโยชน์จากการส่งออกและการลงทุนกระจายสู่เศรษฐกิจภายในประเทศได้มากขึ้น
ทั้งนี้ยังต้องติดตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาวะเอลนีโญ และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งอาจมีผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป
ที่มา: บทวิเคราะห์ CROSS ASSET STRATEGY “เศรษฐกิจไทย” ประจำเดือนกันยายน 2569







