
ดุสิตโพลชี้คนไทย 84% ห่วงน้ำท่วม-ดินถล่ม โลกร้อนเร่งภัยพิบัติ จี้รัฐแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม
สวนดุสิตโพลเผยคนไทย 84% ห่วงน้ำท่วม-ดินถล่ม มองโลกร้อนเร่งภัยพิบัติ ขณะที่กว่า 53% ยังไม่เชื่อมั่นรัฐรับมือ จี้เร่งแก้สิ่งแวดล้อม
KEY
POINTS
- ผลสำรวจชี้ว่าคนไทยกว่า 84% มีความกังวลสูงต่อภัยพิบัติน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม
- ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ภัยพิบัติรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น
- คนไทยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง แม้ว่ากว่าครึ่งจะไม่เชื่อมั่นในความสามารถของรัฐในการรับมือภัยพิบัติ
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับการรับมือภัยพิบัติ” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,241 คน สำรวจทั้งทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 1-4 กันยายน 2569 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่กังวลภัยพิบัติที่เกิดขึ้นใกล้ตัว โดยเฉพาะน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม
ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 84.29 กังวลภัยพิบัติประเภทน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 69.70 มองว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ภัยพิบัติเกิดบ่อยและมีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน
ด้านการเตรียมตัวรับมือภัยพิบัติ ร้อยละ 64.46 ระบุว่าจะติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 53.19 ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทยได้
ขณะเดียวกัน ประชาชนร้อยละ 68.65 ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและลดปัจจัยที่ทำให้ภัยพิบัติรุนแรงขึ้น สะท้อนว่าประชาชนคาดหวังให้ภาครัฐมีมาตรการป้องกันและรับมือภัยพิบัติที่ชัดเจนมากขึ้น
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล กล่าวว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าคนไทยมีความกังวลต่อภัยพิบัติที่ใกล้ตัว โดยมองว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ประชาชนจะเตรียมตัวรับมือด้วยตนเอง แต่ความเชื่อมั่นต่อการรับมือของรัฐบาลยังค่อนข้างต่ำ
ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งสร้างความพร้อมทั้งก่อนเกิดเหตุ ตั้งแต่ระบบเตือนภัย การช่วยเหลือฉุกเฉิน ไปจนถึงการเยียวยาหลังเกิดเหตุ เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชน
ด้าน ดร.มณฑล สุวรรณประภา ประธานหลักสูตรอนามัยสิ่งแวดล้อมและสาธารณภัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า หากพิจารณาความถี่ของการเกิดภัยพิบัติในประเทศไทยตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าอุทกภัยยังคงเป็นวิกฤตสำคัญของประเทศ แม้ปัญหาน้ำท่วมจะอยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน แต่ความซ้ำซากอาจทำให้สังคมค่อย ๆ เคยชินและมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ ทั้งที่ความสูญเสียหลายส่วนสามารถป้องกันได้
ผลสำรวจยังสะท้อนว่า ประชาชนตระหนักมากขึ้นว่าภัยพิบัติไม่ได้เกิดจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับการกระทำของมนุษย์ โดยมีภาวะโลกร้อนเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์รุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงคาดหวังให้ภาครัฐเข้ามาแก้ไขปัญหา แม้จะมีความไม่เชื่อมั่นอยู่ด้วย ภาครัฐจึงต้องเปลี่ยนจากการรอแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ ไปสู่การป้องกันและจัดการความเสี่ยงที่ต้นเหตุอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการสร้างความรู้และทักษะให้ประชาชนสามารถเตรียมพร้อมและรับมือได้ด้วยตนเอง
ทั้งนี้ การจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพไม่อาจเป็นหน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชน ชุมชน และทุกภาคส่วนของสังคม







