posttoday
Data Center ไทย ขุมทรัพย์ยุค AI หรือระเบิดเวลาจากช่องโหว่กฎหมาย

Data Center ไทย ขุมทรัพย์ยุค AI หรือระเบิดเวลาจากช่องโหว่กฎหมาย

03 กันยายน 2569

 การลงทุนยุค AI กำลังเร่งความต้องการศูนย์ข้อมูล แต่ไทยยังไร้นิยามและฐานข้อมูลกลาง ขณะที่ความเสี่ยงด้านไฟฟ้า น้ำ น้ำมัน และทุนสวมสิทธิ์เพิ่มขึ้น

KEY

POINTS

  • การเติบโตของ Data Center ในยุค AI สร้างภาระด้านทรัพยากรอย่างมหาศาล ทั้งการใช้ไฟฟ้า น้ำ และการสำรองน้ำมันดีเซลปริมาณมากซึ่งเสี่ยงต่อความปลอดภัยในเขตเมือง
  • ช่องโหว่ทางกฎหมายที่สำคัญคือการไม่มีนิยาม Data Center ที่ชัดเจน ทำให้สามารถขออนุญาตก่อสร้างเป็น "คลังสินค้า" และรัฐไม่มีฐานข้อมูลที่ครอบคลุมเพื่อกำกับดูแล
  • มีความกังวลว่าไทยอาจได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าจากการลงทุน หากกลายเป็นโมเดล "Data Center ศูนย์เหรียญ" ที่ทุนต่างชาตินำเข้าทุกอย่าง ทำให้ไทยได้ประโยชน์จำกัดและไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี

 

Data Center ขุมทรัพย์ใหม่หรือระเบิดเวลาของเมือง

การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์กำลังผลักดันให้ Data Center กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ใด้าอีก ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องใช้ไฟฟ้า น้ำ และน้ำมันสำรองจำนวนมหาศาล จึงนำมาซึ่งคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยกำลังดึงดูดการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม หรือกำลังรับภาระด้านทรัพยากรและความปลอดภัยโดยไม่มีกฎหมายรองรับอย่างเพียงพอหรือไม่ 

ข้อกังวลจาก ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภามหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) และศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน สะท้อนปัญหาร่วมกัน 3 ด้าน ได้แก่ การขาดนิยามทางกฎหมาย การไม่มีฐานข้อมูลที่ครอบคลุม และการขาดยุทธศาสตร์ที่กำหนดว่าไทยควรได้ประโยชน์อะไรจากการลงทุนประเภทนี้

 

AI ดันความต้องการพลังงานและน้ำพุ่งสูง

Data Center ไม่ใช่ธุรกิจใหม่ เดิมถูกใช้เก็บและประมวลผลข้อมูลในระบบธนาคาร องค์กรขนาดใหญ่ และหน่วยงานราชการ แต่การเข้าสู่ยุค AI ทำให้ปริมาณข้อมูลและกำลังประมวลผลเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตั้งแต่ระดับร้อยไปจนถึงแสนเท่า

ศ.ดร.สุชัชวีร์อธิบายว่า ชิปประมวลผลยุคใหม่มีความหนาแน่นสูงและเกิดความร้อนมาก ตู้เซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็กเพียงหนึ่งตู้ของ Nvidia อาจใช้ไฟฟ้าสูงถึง 100 กิโลวัตต์ เทียบเท่าบ้านเรือนประมาณ 100–200 หลังคาเรือน

หากเป็น Data Center ขนาด 100 เมกะวัตต์ การใช้ไฟอาจเทียบเท่าบ้านเรือน 100,000–200,000 หลังคาเรือน หรือใกล้เคียงกับความต้องการไฟฟ้าของจังหวัดขนาดเล็ก ขณะที่วงจรการพัฒนาเทคโนโลยีซึ่งเปลี่ยนแปลงประมาณทุก 6 เดือน อาจทำให้ศูนย์ข้อมูลที่เริ่มต้นขอใช้ไฟ 100 เมกะวัตต์ ต้องขยายเป็น 200–500 เมกะวัตต์ในอนาคต

ภาระไม่ได้หยุดอยู่ที่ไฟฟ้า เพราะการประมวลผล AI ต้องอาศัยระบบระบายความร้อนที่ใช้น้ำหมุนเวียน ศูนย์ข้อมูลขนาด 100 เมกะวัตต์อาจใช้น้ำถึงวันละ 1 ล้านลิตร รวมทั้งต้องใช้พลังงานเพิ่มเติมกับระบบปรับอากาศภายในอาคาร

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ Data Center ไม่ใช่เพียงอาคารเก็บคอมพิวเตอร์ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่อาจกระทบความมั่นคงด้านพลังงานและน้ำของพื้นที่โดยรอบ

 

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

 

น้ำมันสำรอง จุดเสี่ยงที่ซ่อนกลางเมือง

เงื่อนไขสำคัญของ Data Center คือระบบต้องไม่หยุดทำงาน เมื่อไฟฟ้าดับจึงต้องมีเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่รองรับทันที โดย ศูนย์ข้อมูลขนาด 100 เมกะวัตต์อาจต้องใช้เครื่องปั่นไฟประมาณ 50 เครื่อง และสำรองน้ำมันดีเซลถึง 500,000 ลิตร หากต้องเดินเครื่องต่อเนื่องหนึ่งวัน

ความเสี่ยง จึงเพิ่มขึ้นเมื่อศูนย์ข้อมูลตั้งอยู่ในเขตเมือง พื้นที่ประชากรหนาแน่น ใกล้โรงพยาบาล หรือบริเวณที่มีทางเข้าออกจำกัด เพราะหากเกิดอัคคีภัย น้ำมันจำนวนมากอาจทำให้การควบคุมเหตุและอพยพประชาชนทำได้ยากขึ้น

กรณี Data Center บริเวณรามคำแหง 28 สะท้อนความไม่สอดคล้องของข้อมูลภาครัฐ ทีมแถลงของกรุงเทพมหานครระบุว่าผู้ประกอบการขอสำรองน้ำมัน 200,000 ลิตร แต่ศุภณัฐอ้างเอกสารใบอนุญาตก่อสร้างของสำนักการโยธา กทม. ซึ่งระบุความสามารถในการเก็บน้ำมันดีเซลสูงถึง 429,000 ลิตร ส่วนปริมาณที่ได้รับอนุญาตจากกรมธุรกิจพลังงานจริงยังต้องตรวจสอบต่อไป

สำหรับโครงการบริเวณพระราม 9 แม้ยังไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้ง แต่ด้วยลักษณะของกิจการที่ต้องมีระบบไฟฟ้าสำรองตลอด 24 ชั่วโมง จึงเกิดคำถามต่อเนื่องว่า มีโครงการอื่นอีกหรือไม่ที่เก็บและใช้น้ำมันโดยไม่ได้ขออนุญาตอย่างถูกต้อง

 


รัฐรู้จัก Data Center เพียงบางส่วน

ช่องโหว่สำคัญที่สุดคือ ประเทศไทยยังไม่มีนิยามทางกฎหมายของ Data Center อย่างชัดเจน ผู้ประกอบการบางรายจึงสามารถยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างในลักษณะ “คลังสินค้า” ทั้งที่รูปแบบการใช้อาคารและระดับความเสี่ยงแตกต่างกันอย่างมาก

กทม.ระบุว่ามี Data Center แบบอาคารเดี่ยวหรือ Stand-alone จำนวน 6 แห่ง แต่ศุภณัฐประเมินว่า หากรวมศูนย์ข้อมูลที่เช่าพื้นที่หรือแฝงอยู่ในอาคารสำนักงานและอาคารพาณิชย์ กรุงเทพฯ และปริมณฑลอาจมีมากกว่า 40 แห่ง

ปัญหาคือ กทม.จะตรวจพบเฉพาะโครงการที่ระบุในเอกสารอย่างชัดเจนว่าเป็นศูนย์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ส่วน Data Center ที่ซ่อนอยู่ในอาคารประเภทอื่นอาจไม่ปรากฏในฐานข้อมูล ทำให้การตรวจสอบระบบไฟฟ้า เครื่องปั่นไฟ การเก็บน้ำมัน และมาตรฐานความปลอดภัยทำได้ไม่ทั่วถึง

แม้แต่หน่วยงานราชการหลายแห่งก็มี Data Center และของบประมาณสำหรับเครื่องปั่นไฟสำรอง แต่ กทม.ยังไม่มีฐานข้อมูลครอบคลุมว่าแต่ละแห่งได้รับอนุญาตให้เก็บน้ำมันหรือผ่านการตรวจสภาพอาคารตามมาตรฐานแล้วหรือไม่

 

ศุภณัฐ มีนชัยนันท์

 

ระวังโมเดล “Data Center ศูนย์เหรียญ”

อีกด้าน คือความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ศ.ดร.สุชัชวีร์เตือนถึงโมเดล “Data Center ศูนย์เหรียญ” ซึ่งกลุ่มทุนต่างชาติใช้ชื่อคนไทยหรือบริษัทไทยยื่นขออนุญาต แต่ระบบหลักทั้งหมดตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์ เครื่องปั่นไฟ สายไฟ ไปจนถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ นำเข้าจากต่างประเทศ พร้อมนำวิศวกรและแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงาน

หากเกิดรูปแบบดังกล่าว ประโยชน์ที่ไทยได้รับอาจจำกัดอยู่เพียงค่าเช่าที่ดินและค่าไฟฟ้า ขณะที่การจ้างงาน การใช้สินค้าภายในประเทศ และการถ่ายทอดองค์ความรู้แทบไม่เกิดขึ้น

ศุภณัฐยังตั้งข้อสังเกตถึงโมเดลนายหน้าคนไทยที่รับดำเนินการด้านกฎหมายและขอใบอนุญาต ก่อนขายสิทธิ์และแบบก่อสร้างต่อให้ผู้ลงทุนตัวจริง กระบวนการเช่นนี้ทำให้ต้องตรวจสอบว่า อาคารและระบบที่ก่อสร้างจริงตรงกับแบบที่ได้รับอนุญาตหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลว่ากลุ่มทุนจีนอาจใช้ไทยเป็นฐานตั้ง Data Center เพื่อเข้าถึงชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง ท่ามกลางข้อจำกัดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จึงไม่ใช่เพียงประเด็นการลงทุน แต่เชื่อมโยงถึงความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศด้วย

 

ถึงเวลาวางยุทธศาสตร์ระดับชาติ

ข้อเสนอจากทั้งสองฝ่ายไม่ได้จะปฏิเสธ Data Center แต่ต้องการให้รัฐกำหนดกติกาก่อนที่การลงทุนจะขยายตัวจนควบคุมได้ยาก โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้

กำหนดนิยาม Data Center ในกฎหมายให้ชัดเจน แยกออกจากคลังสินค้าและอาคารสำนักงานทั่วไป

จัดทำฐานข้อมูลกลาง ครอบคลุมศูนย์ข้อมูลของเอกชนและหน่วยงานรัฐ ทั้งแบบอาคารเดี่ยวและที่ตั้งอยู่ภายในอาคารอื่น

กำหนดเขตพื้นที่หรือโซนนิ่ง ไม่ให้ตั้งใกล้ชุมชนหนาแน่น โรงพยาบาล หรือพื้นที่ที่เข้าถึงยาก

ประเมินความพร้อมด้านไฟฟ้า น้ำ ระบบระบายความร้อน และปริมาณน้ำมันสำรองก่อนออกใบอนุญาต

ตรวจสอบทุน ผู้รับใบอนุญาต เจ้าของโครงการ และแบบก่อสร้างจริง เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์หรือขายต่อใบอนุญาต

กำหนดเงื่อนไขการจ้างงานคนไทย การใช้สินค้าภายในประเทศ การพัฒนาทักษะ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

ผลักดันให้ผู้ลงทุนตั้งศูนย์ออกแบบ วิจัย หรือนวัตกรรมควบคู่กับศูนย์ประมวลผล

บทเรียนที่ถูกยกมาเปรียบเทียบมีตั้งแต่สิงคโปร์ซึ่งระงับการอนุญาตโครงการใหม่ มาเลเซียที่เผชิญข้อจำกัดด้านน้ำและไฟฟ้า ไปจนถึงเวียดนามที่เจรจาเป็นรายโครงการ พร้อมกำหนดเงื่อนไขด้านแรงงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างชัดเจน

 

โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่ว่าจะรับหรือปฏิเสธ Data Center แต่คือการเลือกรูปแบบการลงทุนที่ประเทศได้รับผลตอบแทนคุ้มกับทรัพยากรและความเสี่ยง หากปล่อยให้เติบโตผ่านช่องว่างของกฎหมาย ขุมทรัพย์เศรษฐกิจแห่งยุค AI อาจกลายเป็นภาระด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยที่สังคมต้องรับผิดชอบในระยะยาว.

แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก

ข่าวล่าสุด

Uber เตรียมปลดพนักงานทั่วโลก 3,300 คน รับศึกแท็กซี่ไร้คนขับ

Uber เตรียมปลดพนักงานทั่วโลก 3,300 คน รับศึกแท็กซี่ไร้คนขับ