posttoday
AI Pass Plus ลดเสี่ยงงบ 1,600 ล้าน แต่ปมข้อมูลส่วนบุคคลเขย่ารัฐบาล

AI Pass Plus ลดเสี่ยงงบ 1,600 ล้าน แต่ปมข้อมูลส่วนบุคคลเขย่ารัฐบาล

22 สิงหาคม 2569

AI Pass Plus เปลี่ยนสัญญาจากเหมาจ่ายเป็นจ่ายตามใช้จริง ลดความเสี่ยงงบ 1,600 ล้าน แต่ยังถูกจับตาปมข้อมูลส่วนบุคคล TOR และความโปร่งใสก่อนศึกซักฟอก เต็มรูปแบบ

KEY

POINTS

  • โครงการปรับเปลี่ยนสัญญาจากรูปแบบเหมาจ่าย 1,600 ล้านบาท เป็นการจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง เพื่อลดความเสี่ยงด้านงบประมาณ
  • เกิดข้อกังวลสำคัญด้านข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากระบบอาจสามารถเชื่อมโยงข้อมูลยืนยันตัวตนของประชาชนเข้ากับประวัติการใช้งาน AI ได้
  • ประเด็นการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง กลายเป็นบททดสอบความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

โครงการ AI Pass Plus กำลังเปลี่ยนสถานะจากนโยบายส่งเสริมทักษะดิจิทัล ไปเป็นหนึ่งในบททดสอบสำคัญของรัฐบาล ทั้งเรื่องความคุ้มค่าของงบประมาณ ความปลอดภัยของข้อมูลประชาชน และความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง

โครงการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2569 และมียอดแสดงความจำนงมากกว่า 1 ล้านคนอย่างรวดเร็ว ก่อนกำหนดเริ่มใช้งานจริงวันที่ 31 สิงหาคม 2569

ตัวเลขผู้ลงทะเบียนสะท้อนความสนใจต่อ AI ได้ดี แต่ยังไม่เพียงพอจะชี้ว่าโครงการประสบความสำเร็จ เพราะคำถามสำคัญกว่าคือ มีประชาชนใช้งานจริงมากแค่ไหน รัฐต้องจ่ายเงินเท่าไร และข้อมูลที่เกิดจากการใช้งานจะถูกดูแลอย่างไร

 

เปลี่ยนสัญญา จากเหมาจ่ายสู่จ่ายตามใช้จริง

 

จุดที่ถูกมองว่าปรับดีขึ้นอย่างชัดเจน คือการแก้ไขสัญญาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม จากเดิมที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นรูปแบบ “เหมาจ่าย” มูลค่า 1,600 ล้านบาท มาเป็นการจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง

 

เงื่อนไขใหม่กำหนดว่า หากผู้ใช้ระดับ Creative หรือ Pro Tier ไม่ถึง 5 ล้านคน รัฐจะจ่ายประมาณ 24.695169 บาทต่อคนต่อเดือน เฉพาะผู้ที่มีการใช้งานในระดับดังกล่าวอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อเดือน

 

ประชาชนจะได้รับสิทธิระดับโปรในช่วง 30 วันแรก พร้อมคะแนนเริ่มต้น 100 คะแนน หลังจากนั้น หากไม่มีการใช้งานหรือไม่ผ่านเงื่อนไขการอบรม สิทธิอาจถูกปรับลดลง

 

การใช้งานทั่วไป เช่น ถามคำถาม ค้นหา หรือสรุปข้อมูล จะอยู่ในระดับฟรี ขณะที่การใช้งานระดับโปร เช่น สร้างภาพ เพลง หรือวิดีโอ จึงจะเข้าหลักเกณฑ์ที่รัฐต้องจ่ายเงิน

 

นิธิกร บุญยกุลเจริญ

 

นิธิกร บุญยกุลเจริญ อนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันดิจิทัลไทย และคณะทำงานของผู้นำฝ่ายค้าน มองว่า การเปลี่ยนมาจ่ายตามการใช้งานจริงช่วยลดความเสี่ยงงบประมาณได้มาก เมื่อเทียบกับรูปแบบเดิมที่รัฐอาจต้องจ่ายเต็มจำนวน แม้มีผู้ใช้งานจริงต่ำกว่าเป้าหมาย

 

ด้าน รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เห็นในทิศทางเดียวกันว่า การจ่ายตาม Active User รวมถึงระบบอบรมและวัดระดับผู้ใช้งาน จะช่วยให้รัฐจ่ายเงินเฉพาะกลุ่มที่ใช้บริการจริง

 

อย่างน้อยในมิติงบประมาณ โครงการจึงถูกปรับให้มีหลักประกันมากขึ้น แต่คำถามเรื่องอื่นยังเปิดอยู่

 

ปมใหญ่คือ Citizen ID เชื่อมกับ Prompt ได้หรือไม่

ข้อกังวลสำคัญที่สุดอยู่ที่ข้อมูลส่วนบุคคล

 

AI Pass Plus กำหนดให้ประชาชนยืนยันตัวตนผ่านระบบของรัฐ เช่น ThaID หรือ ทางรัฐ ซึ่งเชื่อมโยงกับข้อมูลประจำตัวประชาชน แตกต่างจากบริการ AI เชิงพาณิชย์ทั่วไปที่มักใช้บัญชี Google หรือ Apple

 

ฝ่ายรัฐชี้แจงว่า ข้อมูลที่ส่งไปประมวลผลกับโมเดล AI ต่างประเทศจะมีเฉพาะคำถามและคำตอบ โดยมีการปกปิดตัวตน และไม่ส่งข้อมูลส่วนบุคคลออกไปพร้อมกัน

 

แต่ข้อสงสัยยังอยู่ที่ TOR ข้อ 2.3 และ 2.4 ซึ่งระบุว่าระบบต้องสามารถจัดเก็บ วิเคราะห์ และประเมินความเสี่ยงพฤติกรรมการใช้งานทั้งในระดับ “รายบุคคล” และ “รายกลุ่ม”

 

จุดนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ฐานข้อมูลยืนยันตัวตนของประชาชนสามารถถูกนำมาจับคู่กับประวัติ Prompt ได้หรือไม่

 

นิธิกรตั้งข้อสังเกตว่า หากข้อมูลสองชุดถูกประกบเข้าด้วยกัน ก็อาจย้อนกลับไปเห็นความสนใจ แนวคิด หรือพฤติกรรมการใช้งานของประชาชนรายคนได้

 

คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “ข้อมูลส่งออกนอกประเทศหรือไม่” แต่รวมถึง “รัฐมองเห็นประชาชนได้ลึกแค่ไหน”

 

ยิ่งระบบมีภารกิจประเมินความเสี่ยง ก็ยิ่งต้องตอบให้ชัดว่า ใครเป็นผู้กำหนดว่าเนื้อหาแบบใดคือความเสี่ยง และใช้หลักเกณฑ์ใดในการตัดสิน

 

รศ.ดร.ยุทธพรชี้ว่า ในภาวะปกติ ย่อมมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นกรอบป้องกันการนำข้อมูลมาจับคู่โดยไม่มีเหตุ แต่หากมีกรณีความผิดหรือคำสั่งศาล ก็อาจมีช่องทางให้นำข้อมูลมาประกอบกันเพื่อตรวจสอบตัวตนได้

 

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลคือการสร้างความเชื่อมั่นว่า ข้อมูลจะไม่ถูกนำไปใช้เกินวัตถุประสงค์

 

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย

Thai LLM กับข้อจำกัดจากโมเดลต่างประเทศ

 

อีกเป้าหมายของโครงการคือการนำข้อมูลมาสนับสนุนการพัฒนา National LLM หรือ Thai LLM เพื่อเพิ่มอธิปไตยทางดิจิทัลของประเทศ

 

รศ.ดร.ยุทธพรเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ในหลักการ เพราะไทยยังต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศเป็นจำนวนมาก การมีขีดความสามารถด้าน AI ของตนเองจึงมีความสำคัญในระยะยาว

 

แต่มีข้อจำกัดที่ต้องตอบให้ได้

 

นิธิกรตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ให้บริการ AI ต่างประเทศ เช่น Google Gemini มีข้อกำหนดการใช้งานที่จำกัดการนำผลลัพธ์ไปพัฒนาโมเดลอื่นเพื่อแข่งขันกับบริการเดิม

หากเป็นเช่นนั้น แนวคิดที่จะนำคำตอบจากโมเดลต่างประเทศกลับมาใช้ฝึก Thai LLM ทั้งหมด อาจไม่สามารถทำได้เต็มรูปแบบ

รัฐบาลจึงต้องอธิบายให้ชัดว่า ข้อมูลส่วนใดนำไปใช้พัฒนาโมเดลของไทยได้จริง และอยู่ภายใต้สิทธิแบบใด

TOR โฆษณา อีกปมที่ฝ่ายค้านจับตา

นอกจากข้อมูลส่วนบุคคล ประเด็นจัดซื้อจัดจ้างยังเป็นอีกสนามที่ถูกตั้งคำถาม

TOR กำหนดให้มีการประชาสัมพันธ์โครงการในพื้นที่ยอดนิยม 5 อันดับแรกของประเทศ โดยตั้งราคากลางส่วนนี้ไว้ประมาณ 900,000 บาท

แต่ข้อมูลที่ถูกนำมาเปรียบเทียบระบุว่า ค่าโฆษณาในพื้นที่ระดับดังกล่าวอาจสูงถึงประมาณ 7-8 ล้านบาท

ความแตกต่างดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า บริษัททั่วไปสามารถดำเนินงานตาม TOR ภายใต้งบประมาณนี้ได้จริงหรือไม่ และเงื่อนไขดังกล่าวทำให้ผู้แข่งขันบางรายเสียเปรียบหรือเปล่า

อีกข้อสังเกตคือ เอกสารเสนอราคาของคู่สัญญามีภาพจำลองหรือ Mockup การติดตั้งป้ายในพื้นที่ต่าง ๆ แต่ไม่มีหนังสือยืนยันสิทธิใช้พื้นที่จากเจ้าของสถานที่แนบมาด้วย

จึงเกิดคำถามต่อหลักเกณฑ์การพิจารณาของคณะกรรมการว่า ใช้ข้อมูลใดในการเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานจะเกิดขึ้นได้จริง

ประเด็นเหล่านี้ยังเป็นข้อสงสัยที่ต้องรอคำอธิบาย ไม่ใช่ข้อสรุปว่ามีการกระทำผิด แต่ยิ่งรัฐบาลเปิดรายละเอียดมากเท่าไร ก็ยิ่งลดแรงกดดันทางการเมืองได้มากเท่านั้น

จากโครงการ AI สู่ข้อสอบการเมือง

 

รศ.ดร.ยุทธพรประเมินความเสี่ยงของ AI Pass Plus ในระดับ B หรือความเสี่ยงปานกลาง ยังไม่เท่าประเด็นการเมืองบางเรื่องที่อยู่ระดับ A

 

แต่ความเสี่ยงสามารถเพิ่มขึ้นได้หลังวันที่ 31 สิงหาคม หากเกิดปัญหาในการใช้งาน หรือมีข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและการจัดการข้อมูลประชาชน

 

ในทางกลับกัน หากโครงการใช้งานได้จริง ประชาชนได้ประโยชน์ รัฐจ่ายตามการใช้งานอย่างคุ้มค่า และสามารถพิสูจน์ว่าข้อมูลได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม AI Pass Plus ก็อาจเปลี่ยนจาก “จุดเสี่ยง” เป็น “ผลงานเด่น” ของรัฐบาลได้

 

ดังนั้น ยอดลงทะเบียนมากกว่า 1 ล้านคนจึงเป็นเพียงการออกตัว

 

เกมจริงอยู่ที่หลังเปิดระบบว่า รัฐจะทำให้ประชาชนเชื่อได้หรือไม่ว่า เงินภาษีถูกใช้อย่างคุ้มค่า ข้อมูลส่วนตัวไม่ถูกใช้เกินขอบเขต และกระบวนการทั้งหมดตรวจสอบได้

เพราะท้ายที่สุด AI Pass Plus ไม่ได้ทดสอบเพียงความสามารถของเทคโนโลยี

แต่กำลังทดสอบ ความน่าเชื่อถือของรัฐในโลกดิจิทัล ไปพร้อมกัน

แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก

ข่าวล่าสุด

ศาลอังกฤษสั่งเจ้าชายแฮร์รีจ่าย 390 ล้านบาท คดีฟ้องเดลีเมลแพ้

ศาลอังกฤษสั่งเจ้าชายแฮร์รีจ่าย 390 ล้านบาท คดีฟ้องเดลีเมลแพ้