posttoday
เปิดปาก 2 พยานคดีฮั้วสว. โพยโหวต-สลิปเงินคืนชี้เส้นทาง

เปิดปาก 2 พยานคดีฮั้วสว. โพยโหวต-สลิปเงินคืนชี้เส้นทาง

14 กรกฎาคม 2569

คำให้การของมนตรี เฉียบแหลม และสนั่นชัย ช่วยอุดมวิจิตร เปิดภาพเครือข่ายจัดโหวตเตอร์ แจกโพย จ่ายเงิน และสลิปโอนคืน อาจเป็นจุดเปลี่ยนคดีฮั้วสว. ครั้งสำคัญ

KEY

POINTS

  • พยาน 2 คนให้การว่ามีการรวบรวมผู้สมัคร สว. ไปที่โรงแรมเพื่อรับเงินและโพยหมายเลขสำหรับลงคะแนน โดยมีคำสั่งห้ามโหวตให้ตัวเอง
  • พยานตัดสินใจเปิดโปงขบวนการหลังไม่ได้รับเงินตามข้อตกลง โดยมอบหลักฐานสำคัญคือโพยลงคะแนนและสลิปโอนเงินเดือนคืนให้แก่ดีเอสไอและ กกต.
  • คำให้การชี้ว่ามีผู้จัดตั้งเป็นเครือข่าย โดยเสนอผลตอบแทนเป็นเงินสดหรือตำแหน่งผู้ช่วย สว. เพื่อควบคุมผลการเลือกตั้งระดับประเทศ

คำให้การของพยาน 2 คน กำลังทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ขยับจากภาพเลือนรางไปสู่รายละเอียดที่เป็นรูปธรรม ตั้งแต่การรวบรวมผู้สมัคร การจัดทีมโหวตเตอร์ การแจกโพยหมายเลขในโรงแรม ตลอดจนการเสนอค่าตอบแทนและหลักฐานการโอนเงินคืนให้บุคคลใกล้ชิด สว.

 

มนตรี เฉียบแหลม ผู้สมัคร สว. กลุ่มพนักงานหรือลูกจ้างจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ข้อมูลว่า เขาผ่านการเลือกระดับอำเภอและจังหวัดด้วยคะแนนของตนเอง ก่อนถูกชักชวนเข้าร่วมทีมในช่วงก่อนการเลือกระดับประเทศ เนื่องจากกลุ่มผู้จัดตั้งในจังหวัดรวบรวมผู้ผ่านเข้ารอบได้ต่ำกว่าเป้าหมาย

 

ตามคำให้การ มีการนัดหมายผู้สมัครกว่า 20 คนที่ห้อง 706 โรงแรมอัศวิน พร้อมจ่ายเงินสดคนละ 20,000 บาท โดยอ้างเป็นค่าเดินทาง จากข้อตกลงค่าตอบแทนรวม 200,000 บาท จากนั้นจึงย้ายไปโรงแรมธาราแกรนด์เพื่อรับโพยลงคะแนนร่วมกับผู้สมัครจากหลายจังหวัด

มนตรีกล่าวว่า ผู้สมัครถูกเก็บโทรศัพท์และสั่งให้ทำตารางในสมุดแนะนำตัว สว. 3 เพื่อบันทึกหมายเลขตามโพย ที่สำคัญคือถูกกำชับไม่ให้เลือกตนเอง เพราะระบบได้วางคะแนนจากกลุ่มอื่นเอาไว้แล้ว พร้อมรับประกันว่าผู้พลาดตำแหน่งจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยหรือผู้เชี่ยวชาญภายหลัง

 

มนตรี เฉียบแหลม

 

แต่เมื่อมนตรีมีคะแนนสนับสนุนเดิมติดมาถึง 13 คะแนน ทำให้ผลไม่เป็นไปตามแผน เขาจึงอ้างว่าถูกปฏิเสธเงินส่วนที่เหลือ 180,000 บาท ก่อนตัดสินใจให้ข้อมูลแก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. รวมถึงปฏิเสธข้อเสนอเงินหลักล้านบาทที่ถูกกล่าวหาว่าใช้แลกกับการไม่เปิดเผยข้อมูล

 

สนั่นชัย ช่วยอุดมวิจิตร อดีตผู้ช่วยประจำตัว สว. ให้ภาพกระบวนการในลักษณะใกล้เคียงกัน เขาระบุว่า มีการจัดคนลงสมัครให้ครบ 20 กลุ่มอาชีพ โดยอดีต สส. ชื่อย่อ “ส.” เป็นผู้ดูแลค่าสมัครและค่าใช้จ่าย ก่อนประสานรายชื่อกับอีกเครือข่ายหนึ่งเพื่อส่งให้บุคคลระดับสูงตรวจสอบ

 

สนั่นชัยยอมรับว่า ตนตกลงทำหน้าที่เป็น “โหวตเตอร์” แลกกับค่าตอบแทน 500,000 บาท คืนก่อนการเลือกระดับประเทศ ผู้สมัครถูกยึดโทรศัพท์ บัตรประชาชน และสมุด สว. 3 จากนั้นทีมงานใช้แผ่นพลาสติกใสทาบทำตาราง ก่อนให้ลอกหมายเลขเป้าหมาย 10 หมายเลขสำหรับรอบเช้า และ 5 หมายเลขสำหรับรอบบ่าย

 

เมื่อไม่ได้รับเงินตามข้อตกลง สนั่นชัยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยประจำตัว สว. เงินเดือน 15,000 บาท แต่กล่าวหาว่าต้องโอนคืนให้ภรรยาของ สว. เดือนละ 10,000 บาท เหลือใช้จริงเพียง 5,000 บาท และถูกปลดหลังทำงานได้ 2 เดือน สลิปการโอนเงินดังกล่าวจึงกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่เขานำมอบให้ดีเอสไอและ กกต.
 

สนั่นชัย ช่วยอุดมวิจิตร


แม้แรงจูงใจของพยานทั้งสองเริ่มต้นจากการถูกเบี้ยวผลตอบแทน แต่เหตุแห่งความขัดแย้งไม่ได้ทำให้คำให้การหมดน้ำหนักโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ชี้ขาดคือหลักฐานภายนอก ทั้งข้อมูลโทรศัพท์ เส้นทางการเงิน ภาพจากโรงแรม รายชื่อผู้เข้าพัก พยานร่วมเหตุการณ์ และรูปแบบคะแนนที่สอดคล้องกับโพย

 

คดีนี้จึงไม่ควรจบเพียงคำถามว่าใครถูกเบี้ยวเงิน แต่ต้องตอบให้ได้ว่า กระบวนการเลือก สว. ถูกเปลี่ยนจากการแข่งขันของตัวแทนกลุ่มอาชีพ ให้กลายเป็นเครื่องจักรลงคะแนนที่มีผู้ควบคุมอยู่เบื้องหลังหรือไม่

 

ขณะนี้คำให้การทั้งหมดเป็นข้อมูลในชั้นสอบสวน ยังไม่ใช่ข้อยุติว่าบุคคลใดกระทำผิด หน้าที่ของดีเอสไอและ กกต. คือเชื่อมคำบอกเล่ากับหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เพราะหากพิสูจน์ว่าโพย เงิน และตำแหน่งแต่งตั้งเป็นส่วนหนึ่งของแผนเดียวกัน ความเสียหายย่อมไม่หยุดอยู่ที่ผู้สมัครไม่กี่คน แต่กระทบถึงความชอบธรรมของสภาสูงทั้งระบบ

 

แหล่งที่มา ประกอบวิเคราะห์ : รายการคมชัดลึก (คลิกชม)
 

ข่าวล่าสุด

เจาะลึกฟุตบอลโลกเพิ่ม 64 ทีม : โลกพร้อมไหมหรือแค่เกมหาเงินของฟีฟ่า

เจาะลึกฟุตบอลโลกเพิ่ม 64 ทีม : โลกพร้อมไหมหรือแค่เกมหาเงินของฟีฟ่า