posttoday
ฟุตบอลโลกเพิ่ม 64 ทีม : โลกพร้อมไหมหรือแค่เกมหาเงินของฟีฟ่า

ฟุตบอลโลกเพิ่ม 64 ทีม : โลกพร้อมไหมหรือแค่เกมหาเงินของฟีฟ่า

14 กรกฎาคม 2569

ฟีฟ่าเล็งขยายบอลโลกสู่ 64 ทีม อ้างเพื่อความเท่าเทียม ท่ามกลางเสียงต้านเรื่องโปรแกรมเตะ ปมคอร์รัปชัน และวิกฤตลิขสิทธิ์แพงหูฉี่ที่สะเทือนถึงไทยและอีกหลายชาติ

KEY

POINTS

  • ฟีฟ่าเสนอแนวคิดเพิ่มทีมในฟุตบอลโลกเป็น 64 ทีม โดยอ้างว่าเพื่อเพิ่มโอกาสให้ชาติเล็กๆ และมีรูปแบบการแข่งขันที่ลงตัวขึ้น แต่ถูกมองว่าเป็นเกมการเมืองและธุรกิจเพื่อเพิ่มรายได้
  • แนวคิดนี้ถูกคัดค้านอย่างหนักจากคนในวงการฟุตบอล เนื่องจากสร้างภาระให้ประเทศเจ้าภาพ ทำลายความขลังของทัวร์นาเมนต์ และส่งผลเสียต่อสภาพร่างกายของนักเตะ
  • การเพิ่มทีมถูกวิจารณ์ว่าเป็น "เกมหาเงิน" ที่ทำให้ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดพุ่งสูงขึ้นมาก ซึ่งอาจส่งผลให้แฟนบอลในหลายประเทศรวมถึงไทยเสี่ยงเจอปัญหา "จอดำ" ในอนาคต

โลกพร้อมหรือยังกับฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 64 ทีม?

ในขณะที่โลกฟุตบอลกำลังเตรียมตัวเข้าสู่ศักราชใหม่ของ "ฟีฟ่า เวิลด์คัพ 2026" ที่จะขยายเป็น 48 ทีม แต่ดูเหมือนว่าความทะเยอทะยานของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) จะไม่หยุดเพียงแค่นั้น 

เมื่อจานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า ได้เริ่มจุดประเด็นโยนหินถามทางถึงการขยายการแข่งขันเป็น 64 ทีม สำหรับฟุตบอลโลกปี 2030 ซึ่งเป็นวาระฉลองครบรอบ 100 ปีของทัวร์นาเมนต์ คำถามสำคัญที่ตามมาคือ โลกใบนี้พร้อมจริงหรือสำหรับทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับชาติที่ใหญ่โตขนาดนี้?
ฟุตบอลโลกเพิ่ม 64 ทีม : โลกพร้อมไหมหรือแค่เกมหาเงินของฟีฟ่า

ที่มาและแนวคิดของ จานนี่ อินฟานติโน่

แนวคิดการขยายทีมเริ่มต้นจากมุมมองทางธุรกิจที่เชื่อว่า "ยิ่งใหญ่ ยิ่งสร้างมูลค่า" อินฟานติโน่พยายามใช้ความเป็นสากลของกีฬาฟุตบอลมาเป็นเกราะป้องกันข้อครหา โดยเขาได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อสวิสเซอร์แลนด์อย่าง Blue Sport ไว้อย่างชัดเจนว่า:

"ฟุตบอลโลกต้องเป็นของคนทั้งโลก ไม่ใช่แค่ยุโรปหรืออเมริกาใต้ ทุกชาติควรมีสิทธิ์ที่จะฝันถึงการเข้าร่วม หากเราไม่เปิดโอกาสให้ประเทศเล็กๆ พวกเขาก็จะขาดแรงจูงใจในการพัฒนาโครงสร้างฟุตบอลของตนเอง"

การหยิบยกเรื่องการพัฒนาฟุตบอลในทวีปแอฟริกาหรือเอเชียมาเป็นเหตุผล ถือเป็นวาทศิลป์ที่แยบยลในการซื้อใจชาติสมาชิกขนาดเล็ก ซึ่งแน่นอนว่าสัมพันธ์กับฐานคะแนนเสียงในการเลือกตั้งประธานฟีฟ่า

จานนี่ อินฟาติโน่ ประธานฟีฟ่า

วิเคราะห์ข้อดี: โครงสร้างที่ลงตัวบนหน้ากระดาษ

หากมองในเชิงโครงสร้าง การมี 64 ทีมถือเป็นตัวเลขที่ "สมบูรณ์แบบ" ทางคณิตศาสตร์มากกว่า 48 ทีม

ระบบที่คลีนขึ้น: การจัดเป็น 16 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม (แชมป์และรองแชมป์เข้ารอบ 32 ทีมสุดท้ายแบบน็อกเอาต์) จะช่วยแก้ปัญหาระบบ "อันดับ 3 ที่ดีที่สุด" ที่มักสร้างความสับสนวุ่นวายและเปิดช่องให้เกิดการฮั้วผลการแข่งขันในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม

คุณภาพที่ไม่ตกลงมาก: ข้อมูลเชิงสถิติจากนักวิเคราะห์ระดับโลกชี้ว่า หากขยายเป็น 64 ทีม ทีมที่ได้สิทธิ์เพิ่มเข้ามามักจะเป็นทีมระดับกลางที่อันดับโลกไม่ได้แย่ไปกว่าทีมม้ามืดที่เคยก่อเรื่องเซอร์ไพรส์ในอดีต
ฟุตบอลโลกเพิ่ม 64 ทีม : โลกพร้อมไหมหรือแค่เกมหาเงินของฟีฟ่า

วิเคราะห์ข้อด้อย: ภาระที่หนักอึ้งและความศักดิ์สิทธิ์ที่เสื่อมถอย

แต่เมื่อกางดูในโลกความเป็นจริง การจัดการแข่งขัน 128 นัด ถือเป็น "ฝันร้ายด้านลอจิสติกส์"

วิกฤตเจ้าภาพ: ทัวร์นาเมนต์ระดับนี้ต้องใช้สนามแข่งขันที่ได้มาตรฐานฟีฟ่าระดับสูงถึง 20-22 แห่ง นั่นหมายความว่าในอนาคตจะแทบไม่มีประเทศใดเลยที่สามารถเป็นเจ้าภาพเดี่ยวได้ (เว้นแต่สหรัฐอเมริกา หรือจีน) 

การเป็นเจ้าภาพร่วม 3-4 ประเทศจะกลายเป็นไฟลต์บังคับ ซึ่งสร้างความลำบากอย่างมหาศาลในการบริหารจัดการจราจรทางอากาศ การขนส่ง และที่พักของแฟนบอล

ลดทอนความขลัง: การได้ไปฟุตบอลโลกเคยเป็นความสำเร็จสูงสุด แต่หาก 1 ใน 3 ของสมาชิกฟีฟ่าสามารถเข้ารอบสุดท้ายได้ การแข่งขันรอบคัดเลือกจะหมดความหมายและขาดความน่าสนใจ

ฟุตบอลโลกเพิ่ม 64 ทีม : โลกพร้อมไหมหรือแค่เกมหาเงินของฟีฟ่า

เสียงสะท้อนจากคนในวงการ: ห่วงใยหรือต่อต้าน?

บุคลากรสำคัญในวงการฟุตบอลต่างออกมาแสดงความกังวลต่อแนวคิดที่เน้นปริมาณเหนือคุณภาพ:

อเล็กซานเดอร์ เชเฟริน (ประธานยูฟ่า): แสดงจุดยืนคัดค้านชัดเจน โดยมองว่าการเพิ่มทีมเป็น "ไอเดียที่แย่มาก" เพราะจะทำให้ปฏิทินการแข่งขันที่แน่นอยู่แล้วถึงจุดวิกฤต และทำลายคุณภาพของทัวร์นาเมนต์

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (อดีตผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้): หนึ่งในกระบอกเสียงสำคัญที่ออกมาวิจารณ์ฟีฟ่าอย่างต่อเนื่องเรื่องการเพิ่มทัวร์นาเมนต์และจำนวนแมตช์ โดยระบุว่า "เรากำลังฆ่านักเตะ ปฏิทินการแข่งขันทุกวันนี้มันเกินขีดจำกัดที่มนุษย์จะรับไหว ฟีฟ่าและยูฟ่าสนใจแต่เรื่องธุรกิจ โดยไม่สนสวัสดิภาพของนักฟุตบอลเลย"

เงาแห่งการคอร์รัปชันที่สลัดไม่หลุด

แม้ฟีฟ่าจะชูธงเรื่องการพัฒนาฟุตบอลรากหญ้า แต่ภาพลักษณ์ขององค์กรที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์การคอร์รัปชัน การรับสินบนเพื่อโหวตเลือกเจ้าภาพ (เช่นกรณี ฟีฟ่าเกต) 

ทำให้หลายฝ่ายมองว่า การขยายเป็น 64 ทีมคือ "เครื่องมือทางการเมือง" อินฟานติโน่ทราบดีว่าการเพิ่มโควตาคือการรับประกันว่าชาติสมาชิกเล็กๆ จะเทคะแนนโหวตให้เขาต่อไป 

นอกจากนี้ รายได้ที่เพิ่มขึ้นมหาศาลจากการสปอนเซอร์ ยังหมายถึงอำนาจในการจัดสรรงบประมาณที่ฟีฟ่าสามารถใช้เป็นเครื่องมือต่อรองได้

ฟุตบอลโลกเพิ่ม 64 ทีม : โลกพร้อมไหมหรือแค่เกมหาเงินของฟีฟ่า

ผลกระทบต่อประเทศไทย: เมื่อลิขสิทธิ์กลายเป็นสินค้าราคาแพงหูฉี่

จุดที่น่ากังวลที่สุดและเชื่อมโยงมาถึงประเทศไทยโดยตรง คือ "มูลค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด"

การมี 64 ทีม ทำให้จำนวนแมตช์เพิ่มขึ้นเป็น 128 แมตช์ ฟีฟ่าจึงใช้ตรรกะนี้ในการปรับโครงสร้างราคาแพ็กเกจลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดให้สูงขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยอ้างว่าผู้ซื้อได้คอนเทนต์ (จำนวนชั่วโมง) เพิ่มขึ้น

แต่ในความเป็นจริง แมตช์ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่คือการเจอกันของทีมระดับเล็กที่ไม่มีแรงดึงดูดทางมาร์เก็ตติ้ง เรตติ้งผู้ชมไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของแมตช์ ทำให้เอเจนซี่และสถานีโทรทัศน์ไม่สามารถหารายได้จากสปอนเซอร์มาครอบคลุมต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ที่ฟีฟ่าเรียกเก็บได้

ผลที่ตามมาคือ ในหลายประเทศรวมถึง ประเทศไทย ภาคเอกชนต่างถอยกรูดและปฏิเสธที่จะลงทุนซื้อลิขสิทธิ์เพราะมองไม่เห็นความคุ้มทุนทางธุรกิจ หากรัฐบาลไม่เข้ามาอุ้ม (ซึ่งก็เป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินที่ผิดจุด) แฟนบอลชาวไทยก็อาจจะต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ "จอดำ" ในอนาคต

ฟุตบอลโลกเพิ่ม 64 ทีม : โลกพร้อมไหมหรือแค่เกมหาเงินของฟีฟ่า

บทสรุปของการเพิ่ม 64 ทีมบอลโลก

โลกอาจจะมีเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมจะรองรับฟุตบอลโลก 64 ทีมในบางภูมิภาค

แต่สิ่งที่โลกยังไม่พร้อม คือการปล่อยให้เวิลด์คัพกลายเป็นเพียง "เครื่องจักรทำเงิน" ขององค์กรที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ความโปร่งใสของตนเองได้เต็มร้อย

การขยายทีมโดยไม่คำนึงถึงขีดจำกัดของร่างกายนักกีฬา และภาระทางการเงินที่ผลักไปให้ผู้ซื้อลิขสิทธิ์ทั่วโลก อาจเป็นการบีบคั้นที่ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของกีฬาฟุตบอลค่อยๆ เสื่อมสลายลงไปในที่สุด
 

ข่าวล่าสุด

 ก.ต.ไล่อดีตอธิบดีศาลแพ่ง วัสชี้ปมศรัทธาพัง แม้ไม่พบเงิน 100 ล้าน

 ก.ต.ไล่อดีตอธิบดีศาลแพ่ง วัสชี้ปมศรัทธาพัง แม้ไม่พบเงิน 100 ล้าน