
“อุตตม” ชู EEC เครื่องยนต์ใหม่ พลิกเศรษฐกิจไทยโตช้า รับทุนโลกย้ายฐาน
อุตตม สาวนายน ชี้เศรษฐกิจไทยโตช้า จี้เร่งเครื่อง EEC พัฒนาทักษะแรงงาน-โครงสร้างพื้นฐาน รับโอกาสทองทุนโลกย้ายฐาน ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์เดือด
KEY
POINTS
- โครงการ EEC ถูกผลักดันให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าลงอย่างต่อเนื่อง
- สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกกลายเป็นโอกาสให้ไทยใช้ EEC ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติที่ต้องการย้ายฐานการผลิตเพื่อกระจายความเสี่ยง
- การจะคว้าโอกาสดึงดูดการลงทุนได้สำเร็จ ไทยต้องเร่งพัฒนาความพร้อม 4 ด้านหลัก คือ ทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และสิทธิประโยชน์
วันนี้ (7 ก.ย.69) ในงานเสวนาหัวข้อ “EEC NEVER STOPS THE NEXT CHAPTER | อีอีซี ก้าวต่อไป EEC ไม่เคยหยุดเดินหน้า สู่บทใหม่ของการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก” จัดโดย “EECO” และ Nation Group
นายอุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหลักที่เริ่มอ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด
หากย้อนกลับไปในช่วง 30–35 ปีก่อน ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมจากการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นในกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงาน แม้จะผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 มาได้ และฟื้นตัวเติบโตเฉลี่ยที่ 5.3% แต่หลังจากนั้น อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) กลับมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
โดยในช่วงหลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เติบโตเฉลี่ย 3.6% และล่าสุดหลังวิกฤติโควิด-19 (ปี 2565–2567) เติบโตช้าลงเหลือเพียง 2.5% เท่านั้น
ทั้งนี้ความน่ากังวลสอดคล้องกับการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในปี 2569 ที่ระบุว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอาจอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายของอาเซียน 11 ประเทศ สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม และมาเลเซีย ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วที่ระดับ 5% ขึ้นไป ซึ่งปัญหานี้เกิดจากการที่ประเทศไทยขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มาเป็นเวลานาน และทักษะของแรงงานเริ่มตามไม่ทันความต้องการของโลกยุคใหม่
นายอุตตม กล่าวว่า จากปัญหาการเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำลงของประเทศไทยในช่วงปี 2558–2559 จึงเกิดแนวคิดการผลักดันการพัฒนาเชิงพื้นที่จนนำมาสู่การพัฒนาโครงการ EEC เพื่อเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่
โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมใหม่เข้ากับเมือง คุณภาพชีวิตของประชาชน ทักษะแรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานระบบราง ซึ่งโครงการ EEC ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งแรกในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2559
โดยสาเหตุที่รัฐบาลในขณะนั้นเลือกการเริ่มต้นโครงการในพื้นที่ภาคตะวันออกเพราะมีฐานโครงสร้างเดิมจากยุค Eastern Seaboard (ESB) ทำให้ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ อย่างไรก็ดี ตามหลักการของ พ.ร.บ. EEC มีเป้าหมายที่จะขยายโมเดลนี้ไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ เช่น ภาคใต้ (SEC) ภาคเหนือ และภาคอีสาน ด้วยเช่นกัน
ส่วนประเด็นที่เมื่อโลกเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ ยุคใหม่ที่เปลี่ยนผ่านจากโลกาภิวัตน์ดั้งเดิมไปสู่การแตกขั้วทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงจากภาวะชะงักงัน เช่น สงครามในตะวันออกกลาง สถานการณ์นี้กลายเป็นโอกาสทองของประเทศไทย
เนื่องจากกลุ่มทุนต่างชาติต่างพยายามมองหาแหล่งลงทุนใหม่เพื่อบริหาร และกระจายความเสี่ยง ซึ่งประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านเอกลักษณ์ทางภูมิศาสตร์ และทรัพยากรที่หลากหลายจึงมองว่าเป็นโอกาสในการรับรองการลงทุนของ EEC เช่นกัน
อย่างไรก็ตามโอกาสนี้ของประเทศไทยจะเกิดขึ้นจริงได้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของประเทศใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง 2.การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางกายภาพ และระบบการสื่อสารดิจิทัลให้มีความพร้อมรองรับการลงทุน
3.การแก้ปัญหาเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับ ที่ต้องเอื้ออำนวย และยืดหยุ่นพอ และ 4.สิทธิประโยชน์การลงทุน ที่เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อดึงดูดกลุ่มทุนต่างชาติ
“ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนต่างดำเนินนโยบายเชิงรุกอย่างหนักหน่วงเพื่อแย่งชิงนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งสร้างความพร้อมในทุกด้านเพื่อไม่ให้ตกขบวนการลงทุนระลอกใหม่นี้ ส่วนการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ และมาตรการต่างๆ ให้สามารถดึงการลงทุนได้มากขึ้นสามารถมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้” นายอุตตม กล่าว
สำหรับรูปแบบการลงทุนต้องกลับไปในช่วงเริ่มต้นคิดโครงการ EEC ซึ่งในขณะนั้นเราตระหนักดีว่าต้องการให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ภาครัฐไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะดำเนินการเองทั้งหมดอย่างแน่นอน ด้วยข้อจำกัดนี้ เราจึงตั้งหลักไว้ตั้งแต่ต้นว่า EEC จะต้องขับเคลื่อนภายใต้หลักการ 3 ประสาน หรือ 3P คือ ภาครัฐ (Public) ภาคเอกชน (Private) และภาคประชาชน (People) ที่ต้องก้าวไปด้วยกัน
โดยไม่ใช่รัฐเป็นผู้ชี้นำเพียงฝ่ายเดียว และก็ไม่ได้ปล่อยให้ภาคเอกชนเป็นผู้กำหนดทิศทางทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งการลงทุนต่างๆ ทั้งหมดต้องมีการเดินหน้าไปสู่การปฏิบัติจริงจังเพราะหลายประเทศมีการดึงการลงทุนจากต่างชาติเช่นกัน
สำหรับประเด็นในเรื่องของการลงทุนในพื้นที่ของภาคอุตสาหกรรมต้องสอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในส่วนสำคัญคือ ไม่ว่าจะเป็นการดึงอะไรเข้ามาลงทุนในประเทศไทยหรือในพื้นที่จะต้องตอบโจทย์คนไทย และคนในพื้นที่ เช่น เรื่องนิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ได้เห็นแล้วว่าเริ่มเกิดขึ้น และมีการลงมือทำจริง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญ
“การพัฒนาพื้นที่ต้องตอบโจทย์คนในพื้นที่ ไม่ว่าจะทำในพื้นที่ใดของประเทศไทยก็ตาม คนในพื้นที่ต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มิฉะนั้นโครงการจะไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน ผู้ที่เข้ามาลงทุนก็จะไม่พึงพอใจ และสุดท้ายภาคการท่องเที่ยวก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้นเรื่องนี้มีหนทางทำได้อย่างแน่นอน แต่อาจจะต้องลงลึกในรายละเอียดเพิ่มเติม และผมอยากจะสนับสนุนมุมมองที่ว่า ทุกฝ่ายต้องช่วยกันขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่พื้นที่อย่างแท้จริง และทำให้คนในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกันได้” นายอุตตม กล่าว







