
แฉปมแจก TH-AI Passport วัตถุประสงค์ผิดตั้งแต่ต้น? ยกเลิกหรือแก้สัญญา
ดร.ธรรม์ธีร์ จับมือตัวแทนฝ่ายค้านชำแหละโครงการแจกสิทธิ TH-AI Passport ของกระทรวง DE พบข้อจำกัดอื้อไม่ตรงปก จี้ สตง. ตรวจสอบด่วน ดันยกเลิกหรือปรับแก้สัญญาตามจริง
KEY
POINTS
- โครงการส่อทุจริตล็อกสเปกใน TOR ที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชนกลุ่มเดียว และมีเงื่อนไขที่เป็นไปได้ยากเพื่อกีดกันคู่แข่ง
- ประสิทธิภาพของ AI ที่จัดหาให้มีคุณภาพต่ำและจำกัดการใช้งาน สวนทางกับงบประมาณมหาศาล และด้อยกว่าเวอร์ชันที่ประชาชนจ่ายเงินซื้อเอง
- รูปแบบโครงการเป็นเพียงการ "เช่า" เทคโนโลยีจากต่างชาติระยะสั้น ไม่สร้างนวัตกรรมที่ยั่งยืน และเสี่ยงต่ออธิปไตยทางข้อมูลของประเทศ
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก สำหรับโครงการ "TH-AI Passport" ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) เม็ดเงินสูงถึง 1,621 ล้านบาท
หลังจากการหารือร่วมกันระหว่าง ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต และนายธีระชาติ ก่อตระกูล ตัวแทนฝ่ายค้านจากพรรคประชาชน
ทั้งสองได้ร่วมกันชำแหละปมปัญหาสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า โครงการนี้อาจเป็นการ "ตั้งวัตถุประสงค์ผิดตั้งแต่ต้น" และส่อแววไม่คุ้มค่าเงินภาษีประชาชน
TOR เจ้าปัญหา: กลิ่นล็อกสเปกอบอวลข้ามกระทรวง
ความผิดปกติประการแรก ปรากฏชัดในข้อกำหนดขอบเขตงานหรือ TOR ซึ่งพบว่าเนื้อความมีความใกล้เคียงกันจนแทบจะคัดลอกกันมา ระหว่างโครงการของกระทรวง DE กระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะการระบุเงื่อนไขประชาสัมพันธ์ที่เจาะจงอย่างยิ่ง เช่น ต้องมีจอโฆษณาในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา หรือในห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีเพียงเอกชนบางกลุ่มเท่านั้นที่ครอบครองอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มบริษัทผู้ชนะการประมูลในทั้ง 3 กระทรวง ยังเป็นกลุ่มรายเดิมที่มีความเชื่อมโยงกันในลักษณะกิจการร่วมค้า (Consortium) ภายใต้อักษรย่อ T และ H ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับพรรคการเมืองต้นสังกัดของรัฐมนตรีทั้ง 3 กระทรวง ผนวกกับเงื่อนไขเวลาสุดแปลกที่สั่งให้เปิดระบบภายใน 30 วันหลังลงนามสัญญา ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากมากสำหรับอภิมหาโครงการระดับนี้ เว้นแต่จะมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าเพื่อกีดกันคู่แข่งรายอื่น
ลวงตาว่า "ไม่จำกัด" แต่คุณภาพต่ำกว่าของฟรี
ด้านประสิทธิภาพทางเทคนิค รัฐบาลเคยชี้แจงต่อกรรมาธิการงบประมาณว่าระบบนี้จะใช้งานได้ "ไม่จำกัด" (Unlimited) ทว่าเมื่อเปิดใช้งานจริงกลับมีการจำกัดโควตาอย่างชัดเจน เช่น เขียนโค้ดได้เพียง 20-50 ครั้งต่อวัน หรือสร้างวิดีโอได้แค่ 10 คลิปต่อเดือน
จากการทดลองใช้งานจริงโดย ดร.ธรรม์ธีร์ ในวันแถลงข่าว พบว่าประสิทธิภาพของ AI ที่รัฐจัดสรรให้ ไม่สามารถเทียบเคียงกับเวอร์ชัน "Pro" ที่ประชาชนยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อเองในราคาประมาณ 700 บาทต่อเดือนได้เลย และในบางมิติก็ยังมีคุณภาพด้อยกว่าเวอร์ชันฟรีที่เปิดให้คนทั่วไปใช้อีกด้วย
ซ้ำร้ายยังพบพิรุธเรื่องการปรับเปลี่ยนตัวเลขการใช้งานพร้อมกัน (Concurrent) จากเดิม 139 รายการต่อวินาที (TPS) พุ่งเป็น 2,500 - 5,000 TPS หลังจบการประมูล สะท้อนว่ามีการตั้งราคาเผื่อส่วนต่างกำไร (Margin) ไว้สูงมากตั้งแต่ต้น
โมเดล "เช่ารองเท้า" กับความสูญเสียทางเศรษฐกิจและอธิปไตยข้อมูล
ฝ่ายค้านได้เปรียบเทียบการทุ่มงบประมาณ 1,600 กว่าล้านบาทเพื่อ "เช่า" เทคโนโลยี AI จากต่างประเทศเป็นเวลาเพียง 1 ปีว่า เป็นเพียงโมเดล "เช่ารองเท้าให้คนใส่" ที่เมื่อหมดงบประมาณในปีถัดไปทุกอย่างก็สิ้นสุดลง ไม่ได้ช่วยวางรากฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
ทั้งยังตัดโอกาสสตาร์ตอัปไทย ซึ่งหากนำเงินก้อนนี้มาจัดสรรเป็นทุนละ 10 ล้านบาท จะสามารถสนับสนุนผู้ประกอบการไทยได้ถึง 160 บริษัท ดีกว่าการนำเงินภาษีไปประเคนให้ "นายหน้า" เพื่อเช่าเทคโนโลยีต่างชาติ
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง "อธิปไตยข้อมูลและความปลอดภัย" เนื่องจากสมองหลักหรือโมเดล AI ของยักษ์ใหญ่ต่างชาติ (เช่น Microsoft, Google) ยังคงอยู่นอกประเทศ
ข้อมูลจึงต้องส่งไปประมวลผลข้างนอก และด้วยเงื่อนไขลิขสิทธิ์อันเข้มงวด ทำให้รัฐไทยไม่สามารถนำข้อมูลการสนทนาเหล่านี้กลับมาพัฒนาหรือเทรน AI ของตัวเอง (เช่น Thai LLM) ได้เลย
บทสรุปและข้อเสนอแนะ
โครงการ Thai AI Passport จึงถูกมองว่าเป็นเพียงการเหวี่ยงแหแจกสิทธิการใช้งาน AI ขั้นพื้นฐานที่เต็มไปด้วยข้อกังขาด้านความโปร่งใส แทนที่จะเป็นการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐอย่างแท้จริง
ฝ่ายค้านและผู้เชี่ยวชาญจึงมีฉันทามติร่วมกัน เรียกร้องให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาตรวจสอบอย่างเร่งด่วน พร้อมเสนอให้พิจารณา "ยกเลิกโครงการ" หรืออย่างน้อยที่สุดต้องปรับปรุงสัญญาให้เป็นแบบ "จ่ายตามการใช้งานจริง" (Pay per use) เพื่อปกป้องผลประโยชน์และเงินภาษีของประชาชนไม่ให้สูญเปล่า
ที่มาประกอบเนื้อหา : รายการคมชัดลึก (คลิก)







