posttoday
นายกสมาคมกุ้งไทย หนุน "สุริยะ" เจรจามาเลเซีย แก้ปมปลากะพง

นายกสมาคมกุ้งไทย หนุน "สุริยะ" เจรจามาเลเซีย แก้ปมปลากะพง

12 มิถุนายน 2569

ชี้ต้องแก้ต้นตอที่บ่อปลากะพง เร่งจบปัญหาภายในเดือนมิ.ย. หวั่นเสียหายระยะยาว เผยแผนวาระกุ้งแห่งชาติ ดึงยอดส่งออก 60,000 ล้านบาท เข้าประเทศ

นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งไทย เปิดเผยกับ โพสต์ทูเดย์ ถึงความคืบหน้ากรณีประเทศมาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์จากประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา โดยระบุว่าได้รับสัญญาณที่ดีจากการที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีกำหนดการจะเดินทางไปเจรจากับกระทรวงเกษตรของมาเลเซียในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ เพื่อหาข้อยุติในเรื่องดังกล่าว

 

เนื่องจากปัญหาดังกล่าว ต้องแก้ปัญหาในระดับกระทรวงของทั้ง 2 ประเทศ เนื่องจากกรมประมงมาเลเซียและเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงชาวมาเลเซีย ไม่พอใจที่กรมประมงของไทย บังคับใช้มาตรการเข้มงวดในการตรวจสารตกค้างในปลากะพงที่นำเข้าจากมาเลเซีย โดยกระบวนการตรวจใช้เวลานานถึง 15 วัน ส่งผลให้ปลากะพงสด เน่าเสียค้างด่าน จึงตอบโต้ด้วยการระงับนำเข้ากุ้งจากประเทศไทย

 

ดังนั้นทางออกคือการตรวจสารตกค้างที่บ่อโดยตรง ไม่ใช่ปลายทาง หากตรวจแล้วผ่านมาตรฐาน ก็ต้องออกใบรับรองเพื่อให้สามารถส่งออกปลากะพงมาประเทศไทยได้ หากมีใบรับรองและผลตรวจจากฟาร์มกำกับมากับสินค้า ก็ควรให้ผ่านด่านได้ทันทีโดยไม่ต้องกักตรวจ เพื่อป้องกันสินค้าเน่าเสียและลดความล้าช้า เนื่องจากกุ้งเป็นสินค้าที่เสื่อมสภาพเร็วกว่าปลา

 

นายเอกพจน์ กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องเร่งรัดให้แก้ปัญหาใหจบภายในเดือนนี้ เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตกุ้งออกสู่ตลาดมากที่สุด หากพ้นกำหนดนี้ไป ปริมาณกุ้งจะเริ่มลดลง และความช่วยเหลืออาจไม่ทันท่วงทีต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

 

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่าสร้างความเดือดร้อนอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา, ปัตตานี, นราธิวาส, สตูล และนครศรีธรรมราช ราคากุ้งตกลงไปถึงกิโลกรัมละ 50-60 บาท เนื่องจากแม่ค้ารายย่อยที่เคยจับกุ้งส่งออกมาเลเซียวันละประมาณ 100 ตัน  ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้

 

นายเอกพจน์ กล่าวว่า ทางสมาคมฯได้เตรียมเสนอแผนระยะยาวในการแก้ปัญหาส่งออกกุ้ง ซึ่งเคยเป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆของประเทศคือ การผลักดัน กุ้ง ให้เป็นวาระแห่งชาติ ด้วยการปรับโครงสร้างตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ เพื่อนำยอดส่งออก 60,000 ล้านบาท กลับสู่ประเทศไทย โดยใช้งบประมาณภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพียง 5,500 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุม 4 กระทรวงหลัก ได้แก่

 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดูแลเรื่องพ่อแม่พันธุ์, ลูกกุ้ง และการบริหารจัดการโรค

 

กระทรวงพลังงาน สนับสนุนการใช้โซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนและมุ่งสู่มาตรฐาน Carbon Neutral

 

กระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) รวมงานวิจัยแก้ปัญหาโรคกุ้งและมอบหมายมหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพในแต่ละภูมิภาค

 

กระทรวงพาณิชย์ เร่งเจรจา FTA และหาทางกลับไปชิงส่วนแบ่งในตลาดสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่สูญเสียไป

 

ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมกุ้งไทยต้องเผชิญกับวิกฤตโรคระบาด และสูญเสียโอกาสทางการค้ามานานกว่า 13 ปี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสะสมกว่า 780,000 ล้านบาท จึงถึงเวลาแล้วที่ต้องผลักดันเป็นวาระแห่งชาติแก้ปัญหาทั้งระบบ เพื่อให้กุ้งไทยกลับมาเป็นสินค้าส่งออกระดับต้นๆของประเทศไทยเหมือนแต่ก่อน

 

ส่งออกกุ้งปี 69 คาดหดตัว 2%

 

 

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ปี 2569 มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์กุ้งของไทยอาจอยู่ที่ 1,226 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว 2.0% YoY โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ากุ้งกระป๋อง

 

ปัจจุบันมาเลเซียเป็นตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์กุ้งอันดับ 11 ของไทย มีส่วนแบ่งตลาดราว 1% ของการส่งออกผลิตภัณฑ์กุ้งไทยไปตลาดโลก โดยมีสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง (สัดส่วน 97%) ที่เหลืออีก 3% คือกุ้งแปรรูป (รวมกุ้งกระป๋อง)

 

แม้ตลาดมาเลเซียมีสัดส่วนน้อย แต่เรื่องนี้ก็เป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมที่กดดันภาพรวมการส่งออกผลิตภัณฑ์กุ้งของไทย จากเดิมที่เผชิญความท้าทายจากคำสั่งซื้อของคู่ค้าที่ชะลอตัวและการแข่งขันที่รุนแรง

 

ทั้งนี้ การที่มาเลเซียระงับการนำเข้า นอกจากจะส่งผลให้การส่งออกกุ้งของไทยไปยังมาเลเซียในปีนี้มีแนวโน้มหดตัว ยังทำให้ปริมาณที่เดิมวางแผนจะส่งออกไปมาเลเซียต้องหาแหล่งระบายทดแทน รวมถึงเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อราคากุ้งหน้าฟาร์ม  

 

สำหรับผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวด้วยการมุ่งเน้นการผลิตสินค้าคุณภาพ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดทั้งห่วงโซ่ เพื่อรับมือกับหลายประเด็นที่มีผลต่อแนวโน้มการส่งออกกุ้งไทยไปตลาดโลก ได้แก่

 

การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ทำให้ไทยยังคงเสียเปรียบคู่แข่งอย่าง อินเดีย เอกวาดอร์ อินโดนีเซีย ที่ราคากุ้งของไทยเฉลี่ยยังสูงคู่แข่งราว 20-60%


ต้นทุนการผลิตที่สูง โดยเฉพาะราคาอาหารกุ้งอย่างปลาป่นที่ปรับขึ้นกว่า 30% เทียบกับต้นปี และค่าใช้จ่ายในการจัดการ/ ควบคุมโรคระบาด

 

กฎระเบียบการค้าโลกที่เข้มงวด เช่น มาตรการ AD/CVD ของสหรัฐฯ มาตรการด้าน ESG ของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะมาตรฐานการผลิตที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จริง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค อาทิ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างรับผิดชอบ 

ข่าวล่าสุด

การถวายน้ำสรงและถวายสักการะพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

การถวายน้ำสรงและถวายสักการะพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา