
ชำแหละ "การประนอมภาคบังคับ" ทางออกพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา
กัมพูชาเดินเกมส่งหนังสือเปิดฉากระงับข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล นักวิชาการชี้ไทยไม่ต้องตื่นตระหนก ชวนร่วมโต๊ะล้างกระดานเจรจา ย้ำรายงานไร้ผลผูกพัน
KEY
POINTS
- กัมพูชาได้เริ่มกระบวนการ "การประนอมภาคบังคับ" ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS เพื่อรื้อฟื้นการเจรจาปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทยที่หยุดชะงักมากว่า 20 ปี
- กระบวนการนี้ไม่ใช่การตัดสินคดีแบบศาล แต่เป็นการตั้งคณะกรรมาธิการ 5 คนขึ้นมาทำหน้าที่เป็นคนกลางเพื่ออำนวยความสะดวกและหาแนวทางในการเจรจา
- ผลลัพธ์สุดท้ายเป็นเพียง "รายงานข้อเสนอแนะ" ที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งไทยมีสิทธิที่จะไม่ปฏิบัติตาม และถูกมองว่าเป็นโอกาสในการเริ่มต้นการเจรจาใหม่
เปิดฉากกลไกใหม่ พีระมิดหัวกลับแห่งการทูตทางทะเล
เมื่อการเจรจาทวิภาคี (การเจรจาระหว่างสองประเทศ) เรื่องพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชาต้องหยุดชะงักมานานกว่า 20 ปี หลังจากที่ประเทศไทยมีการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU 2544
ล่าสุดฝ่ายกัมพูชาได้ตัดสินใจแจ้ง ขอดำเนินกระบวนการ "การประนอมภาคบังคับ" ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ภาคผนวกที่ 5 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ผศ.ดร.กฤษฎากร ว่องวุฒิกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เรียบเรียงและวิเคราะห์ว่า คำว่า "ภาคบังคับ" ในที่นี้ ไม่ใช่การบังคับตัดตัดสินคดีเหมือนศาล แต่หมายถึงการที่ทั้งสองประเทศได้ให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UNCLOS ว่าจะยอมรับกระบวนการนี้หากเกิดข้อพิพาทเรื่องการแบ่งเขตทางทะเล
จุดเด่นคือคู่พิพาทฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสามารถริเริ่มกระบวนการได้เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ต้องรอความยินยอมจากอีกฝ่ายในขณะนั้น และระบบสามารถเดินหน้าต่อได้ทันทีแม้ไทยจะไม่เข้าร่วม
ส่องโครงสร้างกระบวนการ: ยืดหยุ่น ไร้ชุดครุย นุ่มนวลกว่าศาลโลก
กระบวนการนี้จะถูกขับเคลื่อนผ่าน "คณะกรรมาธิการประนอม" จำนวน 5 คนโดยไทยและกัมพูชาจะเสนอชื่อฝ่ายละ 2คน (รวมเป็น 4คน) จากนั้นกรรมาธิการทั้ง 4 คนจะร่วมกันเลือกประธานอีก 1คน เพื่อมาทำหน้าที่เป็น "ผู้ช่วย" หรือ "ผู้อำนวยความสะดวก" ในการเจรจา
ลืมภาพห้องพิจารณาคดีอันเคร่งขรึมและการนั่งบัลลังก์อันตึงเครียดไปได้เลย เพราะการประนอมภาคบังคับมีความยืดหยุ่นสูงมาก
กรรมาธิการจะเป็นผู้ออกแบบวิธีดำเนินการเอง ทั้งเรื่องภาษา สถานที่ และระยะเวลา โดยมุ่งเน้นการใช้ทักษะทางการทูต เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและลดความหวาดระแวงระหว่างประเทศเป็นหลัก
นอกจากนี้ กรรมาธิการยังมีบทบาทสำคัญในการแสวงหาข้อเท็จจริง ผ่านการเปิดห้องประชุมกลุ่มย่อยหรือพูดคุยกับผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง
ไม่ว่าจะเป็นเจ้ากรมแผนที่ทหาร นักลงทุน หรือผู้ปฏิบัติงานจริงในทะเล เพื่อสแกนหาจุดร่วมที่ทั้งสองฝ่ายจะยอมรับกันได้มากที่สุด
บรรทัดฐานใหม่ที่ไม่ผูกพัน: ถ้ารายงานล้มเหลว กัมพูชาฟ้องศาลโลกต่อได้ไหม?
คำตอบในประเด็นนี้ค่อนข้างชัดเจน ผลลัพธ์สุดท้ายของกระบวนการที่ใช้เวลาทำงานปกติ 12 เดือนนี้ จะออกมาในรูปแบบ "รายงาน"หรือ "ข้อเสนอแนะ" ซึ่งไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย
แตกต่างจากคำพิพากษาของศาลโลกหรือคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอย่างสิ้นเชิง หากไทยไม่เห็นชอบ ไทยมีสิทธิเด็ดขาดที่จะไม่ปฏิบัติตาม
โดยรายงานนี้จะทำหน้าที่เพียงแค่เป็น "บรรทัดฐานหรือฐาน" ในการเจรจาต่อรองกันต่อไป
สำหรับคำถามที่ว่า หากไทยไม่ยอมรับรายงานนี้ กัมพูชาจะเดินหน้าฟ้องศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก (ICJ) ต่อฝ่ายเดียวได้หรือไม่?
ตามตัวบทกฎหมาย UNCLOS ข้อ 298 ระบุว่า "ต้องได้รับความยินยอมร่วมกัน"จากทั้งสองฝ่ายเท่านั้น เนื่องจากเจตนารมณ์ดั้งเดิมของผู้ร่างกฎหมายต้องการให้ข้อพิพาทจบลงในชั้นการประนอม ไม่ใช่ใช้เป็นเพียงทางผ่านเพื่อไปฟ้องศาลในขั้นต่อไป
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.กฤษฎากร ชี้ว่ายังคงมีความไม่ชัดเจนทางกฎหมายอยู่บ้าง เนื่องจากนักกฎหมายบางกลุ่มมองว่าอาจมีช่องทางให้ริเริ่มกระบวนการต่อฝ่ายเดียวได้ แต่ประเด็นนี้ยังไม่มีความชัดเจนและยังไม่เคยมีกรณีศึกษาใดในโลกที่ไปถึงขั้นนั้นมาก่อน
มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: โอกาส "ล้างกระดาน" ที่ไทยไม่ควรกังวล
ผศ.ดร.กฤษฎากร วิเคราะห์ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทย "ไม่ควรต้องกังวลมากนัก" เนื่องจากเกมนี้ไม่มีผลลัพธ์แบบแพ้ชนะเบ็ดเสร็จเหมือนการขึ้นศาล
การที่ไทยเข้าร่วมกระบวนการจะมีผลดีมากกว่าการปฏิเสธ เพราะเป็นการรักษาสิทธิในการนำเสนอข้อมูล ตัวเลข และแผนที่ เพื่อต่อสู้ในประเด็นที่ไทยได้เปรียบ
นอกจากนี้ ในช่วงแรกทีมกฎหมายไทยยังสามารถใช้เทคนิคโต้แย้งเขตอำนาจของคณะกรรมาธิการได้ หากพิสูจน์ได้ว่าข้อพิพาทนั้นเกิดขึ้นก่อนที่ UNCLOS จะมีผลบังคับใช้กับภาคี (ก่อนปี 1994)
กลไกการประนอมภาคบังคับนี้ จึงอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการ "ล้างกระดานใหม่" เพื่อพลิกฟื้นบรรยากาศการเจรจาให้กลับมามีระบบ มีกรอบเวลา และมีตัวกลางมืออาชีพคอยช่วยอำนวยความสะดวก หลังจากที่จมอยู่กับความหยุดชะงักมานานกว่า20ปี
ที่มาประกอบเนื้อหา : รายการคมชัดลึก (คลิก)







