
เขย่าเสาชิงช้า! ปม “ระบอบอากง” ซื้อขายตำแหน่ง-ส่วย กทม. ลามศึก สก.
เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ร้อน นักการเมืองหลายฝ่ายเปิดประเด็น "ระบอบอากง" คนหลังบ้านแทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการกทม. เรียกรับผลประโยชน์แลกตำแหน่ง ปล่อยวงจรส่วยในสำนักงานเขต
KEY
POINTS
- มีการเปิดโปงข้อกล่าวหา "ระบอบอากง" หรือ "คนหลังบ้าน" ที่แทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการ กทม. โดยเรียกรับผลประโยชน์แลกตำแหน่ง และนำไปสู่วงจรส่วยในพื้นที่
- การโจมตีครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นเกมการเมืองที่มุ่งสกัดฐานอำนาจในสนามเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และลดทอนโอกาสทางการเมืองระดับชาติของผู้ว่าฯ กทม.
- ข้อกล่าวหามีน้ำหนักขึ้นจากกรณีที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมมีคำวินิจฉัยให้การแต่งตั้งข้าราชการ 17 ตำแหน่งเป็นโมฆะ ซึ่งกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้บริหาร กทม.
การเมืองกรุงเทพฯ ร้อนระอุ หลังนักการเมืองหลายฝ่ายออกมาเปิดประเด็นข้อกล่าวหา “คนหลังบ้าน” แทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการ กทม. เรียกรับผลประโยชน์แลกตำแหน่ง และปล่อยให้เกิดวงจรส่วยในสำนักงานเขต สะเทือนเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.
ท่ามกลางการประเมินว่าเกมนี้อาจไม่ได้มุ่งล้มผู้ว่าฯ โดยตรง แต่หวังสกัดฐานอำนาจในสนาม สก. และอนาคตการเมืองระดับชาติ
เปิดปม “คนหลังบ้าน” กับข้อกล่าวหาเงิน 4 ล้านบาท
สปอตไลท์การเมืองกรุงเทพมหานครกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อชื่อของ “เสาชิงช้า” ถูกโยงเข้ากับข้อกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใสในการบริหารงานบุคคล โดยเฉพาะการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงใน กทม.
ประเด็นดังกล่าวถูกขยายผลจากคำกล่าวของ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.กทม. พรรคเพื่อไทย และ นายคริส โปตระนันทน์ จากพรรคเศรษฐกิจ ที่ออกมาตั้งคำถามต่อสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบอากง” หรือเครือข่าย “คนหลังบ้าน” ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของฝ่ายบริหารและข้าราชการประจำ
หนึ่งในข้อกล่าวหาสำคัญคือ การเรียกผู้ที่อยู่ในข่ายได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ เช่น ผู้อำนวยการเขต ไปพบที่บ้านพัก โดยมีขั้นตอนให้ฝากโทรศัพท์มือถือก่อนเข้าพบ สะท้อนรูปแบบการติดต่อที่ไม่เป็นทางการและยากต่อการตรวจสอบ
ขณะที่นายคริสเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีการเรียกรับผลประโยชน์สูงถึง 4 ล้านบาท เพื่อแลกกับตำแหน่งผู้อำนวยการเขต จนนำไปสู่คำถามเรื่องระบบคุณธรรมในการแต่งตั้ง โดยเฉพาะกรณีข้าราชการบางรายที่มีอายุงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตเพียงประมาณ 1 ปีครึ่ง แต่กลับได้รับการเลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งก่อนผู้ที่มีอาวุโสมากกว่า
คำวินิจฉัยแต่งตั้ง 17 ราย จุดชนวนรอบใหม่
ประเด็นที่ทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการ กทม. ถูกจับตาหนักขึ้น คือกรณีการแต่งตั้งข้าราชการจำนวน 17 ราย แบ่งเป็นผู้อำนวยการเขต 14 ราย และผู้ตรวจราชการ 3 ราย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568
กรณีนี้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมมีคำวินิจฉัยว่า การแต่งตั้งดังกล่าวเป็นโมฆะและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการใช้ดุลพินิจที่ไม่เป็นธรรม
แม้ต่อมาจะมีการลงนามให้ข้าราชการกลุ่มดังกล่าวกลับเข้าดำรงตำแหน่งเดิม โดยฝ่ายบริหารระบุว่าได้ดำเนินการแก้ไขแล้ว แต่เรื่องยังไม่จบ เพราะยังมีการร้องเรียนซ้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจยังไม่ถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังมีคำถามตามมาว่า ในช่วงเวลาที่คำสั่งแต่งตั้งถูกวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะ ข้าราชการกลุ่มดังกล่าวได้ใช้อำนาจบริหารงบประมาณหรือดำเนินการใดไปแล้วบ้าง และผลทางกฎหมายต่อการใช้งบประมาณในช่วงเวลานั้นควรพิจารณาอย่างไร
จาก “ค่าตำแหน่ง” สู่ข้อกล่าวหา “ถอนทุนคืน”
หากข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งเป็นจริง สิ่งที่ตามมาย่อมหนีไม่พ้นคำถามเรื่อง “การถอนทุนคืน” ในระดับปฏิบัติการ โดยเฉพาะในสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ซึ่งเป็นหน่วยงานด่านหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประชาชนและภาคธุรกิจ
ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยระบุว่า ระบบดังกล่าวอาจมี “นายหน้า” ซึ่งบางส่วนเป็นอดีตข้าราชการเกษียณ ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และบริหารจัดการผลประโยชน์ในหลายรูปแบบ
- กลุ่มแรกคือ ส่วยโยธา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตก่อสร้าง ต่อเติมอาคาร หรือโครงการขนาดใหญ่ เช่น หมู่บ้านจัดสรร อาคารพาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์ โดยมีข้อกล่าวหาว่า อาจมีการจงใจ “ดองเรื่อง” เพื่อเปิดช่องให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์
- กลุ่มที่สองคือ ส่วยเทศกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหาบเร่ แผงลอย ร้านอาหาร และการใช้พื้นที่ทางเท้า โดยข้อกล่าวหาชี้ว่าอาจมีการเก็บเงินรายทางผ่านตัวกลางในพื้นที่
- กลุ่มที่สามคือ ส่วยงานนอก โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายรักษาความสะอาดหรือการใช้เครื่องมือของ กทม. เช่น การตัดแต่งกิ่งไม้หรืองานบริการให้เอกชนในราคาถูก แต่เงินที่ได้รับอาจไม่ถูกนำส่งเป็นรายได้ของทางราชการ
ทั้งหมดนี้ยังเป็นข้อกล่าวหาที่ต้องรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่มีอำนาจ แต่ถือเป็นประเด็นสำคัญที่กระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของระบบราชการ กทม.
เกมการเมืองลึกกว่าเก้าอี้ผู้ว่าฯ
ในอีกมุมหนึ่ง สุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี วิเคราะห์ว่า การเปิดประเด็นโจมตีครั้งนี้อาจไม่ได้มีเป้าหมายหลักเพื่อโค่น ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. โดยตรง เพราะคะแนนนิยมของชัชชาติยังถือว่าได้เปรียบคู่แข่งอย่างชัดเจน
แต่เกมที่ลึกกว่านั้นอาจอยู่ที่การสกัดฐานอำนาจระยะยาว โดยเฉพาะสนามเลือกตั้ง สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ สก.
เหตุผลสำคัญคือ สก. มีบทบาทในการพิจารณางบประมาณ กทม. ซึ่งเป็นงบประมาณขนาดใหญ่และลงลึกถึงพื้นที่ชุมชน หากทีมการเมืองที่สนับสนุนชัชชาติสามารถกวาดเก้าอี้ สก. ได้เกินครึ่ง หรือประมาณ 25-30 ที่นั่ง จะทำให้การบริหารงานของผู้ว่าฯ ในอีก 4 ปีข้างหน้ามีเสถียรภาพสูง และสามารถผลักดันนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง
ในทางกลับกัน หากฝ่ายตรงข้ามสามารถตัดกำลัง สก. โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกได้ ก็จะลดอำนาจต่อรองของฝ่ายผู้ว่าฯ ในการบริหารงบประมาณและขับเคลื่อนนโยบาย
สกัดทางการเมืองระดับชาติ
อีกมิติหนึ่งที่ถูกมองคือ อนาคตทางการเมืองของชัชชาติในระดับชาติ หากสามารถชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อย่างท่วมท้น และบริหารเมืองหลวงได้อย่างไร้รอยต่อ กรุงเทพฯ อาจกลายเป็นฐานทางการเมืองสำคัญในการต่อยอดสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในอนาคต
โมเดลนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตกับนักการเมืองที่ใช้ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เป็นฐานสะสมคะแนนนิยม ก่อนก้าวสู่การเมืองระดับชาติ
ดังนั้น การเปิดประเด็นทุจริตหรือความไม่โปร่งใสตั้งแต่ช่วงต้นเกม จึงอาจเป็นยุทธศาสตร์ในการ “ลดแรงส่ง” ไม่ให้ชัชชาติและทีมงานลอยตัวเหนือปัญหา แม้เจ้าตัวจะยังไม่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นโดยตรงก็ตาม
ขีดเส้นความรับผิดชอบของผู้นำ
ประเด็นสำคัญหลังจากนี้อยู่ที่ “พยานหลักฐาน” ว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดมีน้ำหนักมากพอจะนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นทางการหรือไม่
นายจิรายุระบุว่า เตรียมนำหลักฐานและพยานเอกสารยื่นต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ขณะที่พรรคเศรษฐกิจเตรียมเปิดข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางการเงินและกลไกของขบวนการที่ถูกกล่าวหา
ด้านนายคริสยอมรับว่า นายชัชชาติเป็นผู้บริหารที่มีภาพลักษณ์ดี และอาจไม่ได้รู้เห็นกับการกระทำของคนรอบตัว แต่ในฐานะผู้นำฝ่ายบริหาร ย่อมหลีกเลี่ยงคำถามเรื่องความรับผิดชอบไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงต้องผ่านการลงนามของผู้ว่าฯ
ท้ายที่สุด เกมนี้จึงไม่ใช่เพียงการตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องส่วยหรือการซื้อขายตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบใหญ่ของระบบบริหาร กทม. ว่าจะสามารถพิสูจน์ความโปร่งใสและรักษาหลักคุณธรรมในระบบราชการได้มากน้อยเพียงใด
แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : รายการคมชัดลึก (คลิก)







