
AI Pro ทำงบบานปลาย อุปสรรค SME ติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก
ถอดรหัสโจทย์ใหญ่ SME ยุค AI ทำอย่างไรไม่ให้งบบานปลายเมื่อใช้แบบ Pro เสี่ยงข้อมูลรั่วไหล พบ SME ค้าปลีก ส่วนใหญ่ใช้ AI แบบฟรี
การใช้เทคโนโลยี AI กับธุรกิจ SME มักถูกตั้งคำถามถึงต้นทุนในการใช้งาน เพราะจริงอยู่ที่ AI สามารถใช้ฟรีได้ หรือ หาซื้อแบบโปรในราคาเฉลี่ย 700 บาทต่อเดือน ต่อ 1 AI แต่สิ่งที่ SME ประสบปัญหาคือ เมื่อใช้ไปในระดับธุรกิจ เมื่อถึงกลางทาง โทเคน การใช้งานหมด ทำให้เสียงบประมาณบานปลายแบบไม่คาดไม่ถึง ควบคุมต้นทุนยาก
อีกทั้งข้อมูลขององค์กรยังไม่ปลอดภัย เพราะต้องถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ และมีเพียงระดับผู้บริหาร เท่านั้น ที่มีความสามารถในการซื้อ และใช้งาน ทำให้การทำงานสะดุด และงานด้าน AI จะโหลดอยู่เฉพาะกับผู้บริหารที่ใช้งาน เท่านั้น
สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย สะท้อนปัญหาการใช้งาน AI ที่กลุ่ม SME ประสบ แม้ว่าประโยชน์ของ AI คือ การทำให้องค์กรที่มีคนทำงานเพียง 5 คน เป็น 500 คน ได้ด้วย AI ก็ตาม แต่ก็ต้องคำนึงถึงประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นด้วย เพราะ AI ไม่ใช่แค่ของเล่น แต่คือ เพื่อนร่วมงาน ในการดำเนินธุรกิจ และลูกน้องในองค์กรต้องได้ใช้ด้วย เพื่อให้การทำงานลื่นไหลไปในทิศทางเดียวกัน
AI สามารถเข้ามาสร้างโอกาสใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มแรกที่มีสัดส่วนถึง 40% ของ SME นั่นคือ กลุ่มค้าปลีก ค้าส่ง โดยใช้ AI สำหรับเป็นโปรแกรม แชตบอท 24 ชั่วโมง ,ระบบจัดการสินค้าคงคลังอัจฉริยะ,การทำตลาดสำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่มแบบเรียลไทม์ กลุ่มที่สอง บริการและการท่องเที่ยว อาทิ การจัดโปรแกรมท่องเที่ยวเฉพาะบุคคล,กลยุทธ์การตั้งราคาแบบยืดหยุ่นเฉพาะกลุ่มลูกค้า และ เทคโนโลยีการแปลภาษาแบบเรียลไทม์
กลุ่มที่สาม ภาคการผลิต ในการใช้เทคโนโลยี AI ด้วยกล้องและระบบประมวลผลภาพเพื่อตรวจสอบ ตรวจจับข้อบกพร่อง และคัดแยกสินค้าในสายการผลิตแบบอัตโนมัติ,ระบบการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ที่ใช้เซนเซอร์และ AI วิเคราะห์ข้อมูลการทำงานของเครื่องจักรเพื่อคาดการณ์ล่วงหน้าว่าอุปกรณ์จะเสียหายเมื่อใด ทำให้สามารถซ่อมบำรุงได้ทันเวลาก่อนเครื่องจักรพัง และ การใช้ AI เพื่อสร้างความปลอดภัยในที่ทำงาน และ กลุ่มที่สี่ เกษตรอัจฉริยะ ทั้งเรื่องการทำเกษตรแม่นยำ (วิเคราะห์ด้วยโดรน) และ การพยากรณ์อากาศแม่นยำ เป็นต้น
สุปรีย์ กล่าวว่า สำหรับผลลัพธ์ที่วัดผลได้จากการใช้ AI คือ ช่วยประหยัดเวลาได้มากกว่า 20 ชั่วโมงต่อเดือน ,ช่วยเพิ่มผลผลิตได้ 20% จากการใช้งาน AI อัตโนมัติในภาคการผลิต ,การให้บริการลูกค้าดีขึ้น 65% จากการพยากรณ์ความต้องการที่แม่นยำ และดัชนีความเชื่อมั่นพุ่งจาก 67.1% เป็น 80.6% หลังดำเนินโครงการใช้ AI
ทว่าจากการสำรวจพบว่า SME ที่เป็นระดับไมโคร คือมีพนักงานน้อยกว่า 5 คน ในธุรกิจค้าปลีก อาหาร และฟรีแลนซ์ โดยเฉพาะค้าปลีกที่มีสัดส่วนถึง 40% ของ SME กลับใช้เครื่องมือ AI แบบฟรี กลุ่มSME ขนาดเล็ก ที่มีคน 6-50 คน เช่น คลินิก หรือ โรงงานขนาดเล็ก ส่วนใหญ่ใช้แบบกึ่งอัตโนมัติ และ งานซีอาร์เอ็ม มีเพียงภาคการผลิต และ ซอฟต์แวร์ ที่เป็นกลุ่ม SME ขนาดกลาง ที่มีคน 51-200 คน เท่านั้น ที่ใช้ AI ขั้นสูง
ดังนั้นกลุ่มสภาเอสเอ็มอี จึงได้เข้าร่วมโครงการกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส โครงการ “AI Ready for SME” จากความร่วมมือระหว่าง AIS Business และไมโครซอฟท์ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสนับสนุนให้ SME สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโซลูชันที่ปลอดภัย ใช้งานสะดวก ควบคู่กับการพัฒนาทักษะและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโครงการดังกล่าวมีส่วนช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยี เปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และเสริมศักยภาพให้ SME ไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้ในเวทีระดับนานาชาติ
ภูผา เอกะวิภาต
ภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร เอไอเอส กล่าวถึงจุดแข็งของ AI ที่ร่วมมือกับไมโครซอฟต์ ว่า เอไอเอส มีพร้อมทั้ง เน็ตเวิร์ก และ คลาวด์ในการเก็บข้อมูลและประมวลผลในประเทศ สำหรับ SME ที่ต้องการลงทุนด้าน AI แต่ไม่มีแผนกไอที และเจ้าของธุรกิจไม่มีเวลาสนใจเรื่องเทคโนโลยี เพราะต้องโฟกัสเรื่องธุรกิจ การติดกระดุมเม็ดแรกในการลงทุน AI จึงเป็นสิ่งสำคัญ ทำอย่างไรไม่ให้งบบานปลาย เอกสารที่จัดเก็บทุกวัน นำมาใช้ประโยชน์ได้ในทางธุรกิจ ที่สำคัญคือความปลอดภัยของข้อมูลซึ่งเป็นความลับทางธุรกิจที่ต้องอยู่เฉพาะแค่ในองค์กร
แพ็กเกจของเอไอเอส จะช่วยให้ SME ทำงานได้ง่ายขึ้น กับการออกแบบสำหรับ SMEโดยเฉพาะ พร้อมเดินหน้ากิจกรรม Workshop และ Enablement Program ที่จะช่วยสร้างความเข้าใจและสนับสนุนการประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทยอย่างยั่งยืน
ขณะที่ ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และตลาดใหม่ กล่าวว่า SME ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายย่อยต้องเผชิญข้อจำกัดในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ทั้งด้านทักษะ บุคลากร และงบประมาณ แต่ในโลกของ AI ข้อจำกัดเหล่านี้กำลังลดลงอย่างมาก ทำให้ SME สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น และสร้างการเติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม Microsoft 365 Copilot จะมี AI หลายตัวให้ SME เลือกให้เหมาะกับธุรกิจ แม้ว่า AI จะมีการอัพเดทฟังก์ชันการทำงานอย่างต่อเนื่อง SME ก็ไม่ต้องกังวล เพราะสามารถเลือกใช้งานได้อย่างอิสระ
ในยุค AI ความได้เปรียบทางธุรกิจไม่ได้วัดจากขนาดขององค์กร แต่ขึ้นอยู่กับความเร็วในการปรับตัวและการนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดผลจริง สำหรับ SME ไทย AI คือโอกาสในการยกระดับผลิตภาพ สร้างนวัตกรรม และขยายโอกาสทางธุรกิจ







