
SME ไทยป่วยหนัก ขีดความสามารถร่วงเหลือ 6% ชี้คลื่นลงทุนใหม่เป็นทางรอด
วิกฤตปี 69 ขีดความสามารถ SME ลดฮวบเหลือ 6% หลังเผชิญปัจจัยลบ จี้รัฐต่อยอดเศรษฐกิจฐานราก ผลักดัน Data Center, Wellness และ Green Energy เป็นเครื่องยนต์ใหม่
ปี 2569 เป็นอีกปีที่ผู้ประกอบการ SME ไทย เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ เริ่มตั้งแต่ต้นปีท่ามกลางความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานโลก ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้านำเข้าราคาถูก ลุกลามมาถึงครึ่งปีหลัง
แม้ว่ารัฐบาลจะมีโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 มาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย มองว่า ในระยะยาว จะต้องกระตุ้นให้ครอบคลุมผู้ประกอบการทุกขนาด
นายแสงชัย กล่าวกับสื่อในเครือเนชั่น กรุ๊ป ในงานเนชั่นทีวี ครบรอบ 26 ปี ว่า แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 จะได้รับแรงประคับประคองจากโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยในวงกว้าง แต่ยังมีความจำเป็นต้องยกระดับโครงการให้ครอบคลุมผู้ประกอบการทุกขนาด รวมถึงธุรกิจขนาดใหญ่ที่เป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้เกิดผลเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง
ขีดความสามารถ SME หล่นฮวบในปีเดียว
ทั้งนี้ จากผลสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จากผู้ประกอบการกว่า 2,700 รายทั่วประเทศ พบว่า ในไตรมาส 4 ปี 2568 มีกลุ่มที่เติบโตต่อเนื่องประมาณ 21% ขณะที่ส่วนที่เหลืออยู่ในภาวะทรงตัว ขาดเงินทุน หรืออยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ แต่เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 1 ปี 2569 ตัวเลขนี้กลับลดลงเหลือเพียง 6% ซึ่งสะท้อนว่าขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างฮวบฮาบ
หลังเผชิญปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งปัญหาความขัดแย้งชายแดน วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น รวมถึงความท้าทายจากการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี AI และข้อกำหนดด้าน ESG ที่กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
ภาคผลิตระผลกระทบหนักสุด
นายแสงชัย ระบุว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ SME ภาคการผลิต ซึ่งกำลังเผชิญภาวะผลิตภาพการผลิตลดลง โดยดัชนีผลิตภาพรวม (Total Factor Productivity) อยู่ในระดับติดลบต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 และมีแนวโน้มติดลบต่อเนื่องในปี 2568 ต่างจากช่วงปี 2565-2566 ที่ยังขยายตัวเป็นบวก
ขณะที่ภาคการค้าและบริการก็เผชิญแรงกดดันไม่ต่างกัน จากการแข่งขันที่รุนแรง การบริหารต้นทุนที่ทำได้ยากขึ้น และข้อจำกัดในการผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภค ส่งผลให้ผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันลดลงเช่นกัน
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการหลั่งไหลเข้ามาของสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ ซึ่งเข้ามาแข่งขันด้านราคากับผู้ประกอบการไทยโดยตรง โดยเฉพาะในภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยมองว่าทางออกสำคัญคือการเร่งปรับตัวของผู้ประกอบการ โดยหันมาพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ใช้ความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี AI เข้ามายกระดับสินค้าและบริการ เพื่อสร้างความแตกต่างและแข่งขันได้ในระยะยาว พร้อมทั้งส่งเสริมให้ SME เข้าถึงมาตรฐานการผลิตและมาตรฐานสากลมากขึ้น
โอกาสใหม่และอุตสาหกรรมเป้าหมาย
นอกจากวิกฤตที่เผชิญอยู่ นายแสงชัย มองว่า ไทยยังมีโอกาสจากการ "พลิกโฉมเศรษฐกิจ" ในหลายด้าน เช่น การดึงดูด FDI และ Data Center การลงทุนจากต่างประเทศในกลุ่ม Data Center และ Semiconductor ซึ่งมีมูลค่ารวมหลักแสนล้านบาท จะเป็นเครื่องจักรสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน หรือแม้แต่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Longevity และ Wellness เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ที่น่าสนใจ เพราะสามารถเชื่อมโยงไปสู่ เศรษฐกิจฐานราก ตลอดจนเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง ปรับเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณส่งออก มาเป็นการเพิ่ม Productivity และมูลค่าเพิ่ม ในกลุ่มประมง ปศุสัตว์ และพืช เพื่อช่วยให้เกษตรกรหลุดพ้นจากหนี้สิน
เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ลดต้นทุน SME
ทั้งนี้ นายแสงชัย กล่าวอีกว่า ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เช่น รัฐบาลควรปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) โดยลดบทบาทของพลังงานฟอสซิลและมุ่งสู่ Green Energy หรือ Clean Energy อย่างจริงจังและพลังงานสีเขียวจะเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยลดต้นทุนให้ SME และดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ พร้อม ส่งเสริม Local Content ในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ควรสนับสนุนให้ใช้ วัสดุอุปกรณ์ที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทย เช่น แผงโซลาร์ เพื่อสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่ยั่งยืนและลดการนำเข้า ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้เกิดผลบวกด้านเศรษฐกิจระยะยาว







