
สมศักดิ์โต้ระบอบสีน้ำเงิน ชี้เป็นวาทกรรมกินรวบอำนาจการเมืองไทยจริงหรือ?
สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล มองข้อกล่าวหา “ระบอบสีน้ำเงิน” เป็นวาทกรรมลดทอนความน่าเชื่อถือ ย้ำอำนาจแท้จริงยังอยู่ที่ประชาชนและกลไกตรวจสอบ ไม่ใช่อำนาจในสภาลำพัง
KEY
POINTS
- สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล โต้ว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองที่สร้างขึ้นเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม ไม่ใช่โครงสร้างการกินรวบอำนาจที่มีอยู่จริง
- เขาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว. และการครอบงำองค์กรอิสระ โดยชี้ว่าต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่การตัดสินจากกระแสการเมือง
- แม้ไม่เห็นด้วยกับวาทกรรมดังกล่าว แต่ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นปัญหา และเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือทางออกเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นในกลไกตรวจสอบถ่วงดุล
สมศักดิ์เปิดมุมมอง “ระบอบสีน้ำเงิน” วาทกรรมหรือโครงสร้างกินรวบอำนาจ
ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ถูกใช้เป็นคำอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบัน สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มองประเด็นนี้ต่างออกไปอย่างชัดเจน
สำหรับนายสมศักดิ์ คำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่ใช่คำอธิบายเชิงโครงสร้างอำนาจที่พิสูจน์ได้ในตัวเอง หากแต่เป็น “วาทกรรม” ทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อด้อยค่าผู้ที่ทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ ฝ่ายบริหาร และระบบราชการ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่มีความเห็นต่างจากผู้หยิบยกคำนี้ขึ้นมาใช้
ข้อกล่าวหาหลักของฝ่ายที่วิจารณ์ระบอบสีน้ำเงิน คือ การอ้างว่ามีการกินรวบอำนาจผ่านช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญปี 2560 ทำให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองบางฝ่ายมีอิทธิพลทั้งในสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และกระบวนการคัดเลือกองค์กรอิสระ จนกลไกตรวจสอบถ่วงดุลถูกตั้งคำถามว่าอาจไม่ทำงานอย่างเป็นอิสระ
แต่นายสมศักดิ์โต้แย้งว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้รู้จักหรือยอมรับว่ามีสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ในความหมายเช่นนั้น เพียงแต่พรรคใช้สีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองเท่านั้น การนำสีของพรรคไปขยายความเป็นระบอบ จึงเป็นการตีความทางการเมืองมากกว่าข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว
ปม สว. จากข้อกล่าวหาฮั้ว สู่คำถามเรื่องข้อเท็จจริง
ประเด็นร้อนที่ถูกเชื่อมโยงกับคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” คือข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ชุดปัจจุบัน ซึ่งถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่าอาจมีการจัดตั้งกลุ่ม แลกคะแนน หรือโหวตไปในทิศทางเดียวกัน
นายสมศักดิ์มองเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง โดยเห็นว่า การกล่าวหาว่ามีการฮั้วเลือก สว. ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงความรู้สึกหรือความเชื่อ เช่น การเห็นผู้สมัครใส่เสื้อสีเดียวกัน การรวมตัวกัน หรือการลงคะแนนในทิศทางใกล้เคียงกัน ยังไม่อาจสรุปได้โดยอัตโนมัติว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย
ในมุมของนายสมศักดิ์ การได้มาซึ่ง สว. อาจเกี่ยวข้องกับความสามารถในการหาเสียง มนุษยสัมพันธ์ และเครือข่ายกัลยาณมิตรของผู้สมัครแต่ละคน ขณะที่การรวบรวมคนจำนวนมากให้เคลื่อนไหวไปในทางเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสรุปว่าเกิดขึ้นจากการจงใจฮั้วกันทั้งหมด
นายสมศักดิ์ จึงเห็นว่าควรปล่อยให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. และกระบวนการยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัยตามพยานหลักฐาน มากกว่าการตัดสินผ่านกระแสทางการเมือง
ส่วนกรณีที่ สว. บางกลุ่มลงมติไปในทิศทางเดียวกัน นายสมศักดิ์มองว่าเป็นเรื่องปกติของระบบรัฐสภาที่อาจมีการหารือหรือทำงานในลักษณะ “วิป สว.” ไม่ต่างจากกลไกประสานงานทางการเมืองทั่วไป และยังมี สว. บางส่วนที่เห็นต่างอยู่เช่นกัน
องค์กรอิสระ จุดชี้ขาดความน่าเชื่อถือของระบบ
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม คือการเลือกองค์กรอิสระในปัจจุบัน ซึ่งถูกโยงเข้ากับข้อกล่าวหาว่า หากกลุ่มการเมืองใดมีอำนาจเหนือ สว. ก็อาจมีอิทธิพลต่อการเลือกบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ในองค์กรตรวจสอบ
นี่คือหัวใจของข้อกล่าวหาเรื่อง “กินรวบอำนาจ” เพราะองค์กรอิสระควรเป็นกลไกถ่วงดุลฝ่ายการเมือง ไม่ใช่กลไกที่ถูกมองว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายการเมือง
อย่างไรก็ตาม นายสมศักดิ์เชื่อว่าองค์กรอิสระไม่อาจตัดสินใจอย่างเอนเอียงได้ง่าย เพราะในสังคมไทยยังมีแรงตรวจสอบจากประชาชน สื่อมวลชน และกระบวนการทางกฎหมายอื่น ๆ ที่พร้อมย้อนกลับไปตรวจสอบผู้ใช้อำนาจ
นายสมศักดิ์ ยกตัวอย่างกรณีอดีตกรรมการ ป.ป.ช. ที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิด เพื่อชี้ให้เห็นว่า แม้ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระก็ไม่ได้อยู่เหนือความรับผิด หากทำผิด ย่อมต้องถูกตรวจสอบและรับผลตามกฎหมาย
กรณีคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ถูกหยิบยกมาเป็นตัวอย่างในข้อกล่าวหา นายสมศักดิ์มองว่าเป็นกรณีที่องค์กรอิสระแต่ละแห่งอาจวินิจฉัยแตกต่างกันได้ตามอำนาจหน้าที่ พยานหลักฐาน และเหตุผลของแต่ละองค์กร ไม่ควรสรุปทันทีว่าเป็นการช่วยเหลือกันภายในระบอบใดระบอบหนึ่ง
รัฐธรรมนูญ 2560 รากปัญหาหรือเครื่องมือทางการเมือง
แม้นายสมศักดิ์จะไม่เห็นด้วยกับการกล่าวหาว่ามี “ระบอบสีน้ำเงิน” แต่ประเด็นรัฐธรรมนูญปี 2560 ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในมุมของฝ่ายวิจารณ์ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกมองว่าเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร และมีช่องโหว่ที่ทำให้โครงสร้างประชาธิปไตยบิดเบี้ยว โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และองค์กรอิสระ
เมื่อเสียงข้างมากทางการเมืองสามารถเชื่อมโยงกับกระบวนการเลือก สว. และองค์กรอิสระได้ จึงเกิดข้อกังวลว่า กลไกตรวจสอบอาจกลายเป็นระบบ “ผลัดกันเกาหลัง” มากกว่าจะเป็นระบบถ่วงดุลที่แท้จริง
แต่ในมุมของนายสมศักดิ์ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การกล่าวหาว่ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยึดครองระบบ หากแต่อยู่ที่การทำให้กระบวนการตรวจสอบเดินต่อไปบนข้อเท็จจริงและกฎหมาย และย้ำว่าอำนาจสูงสุดที่แท้จริงยังอยู่ที่ประชาชน ไม่ใช่เพียงเสียงในสภา สว. หรือองค์กรอิสระ
ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 จึงมีความสำคัญในฐานะเครื่องมือปรับโครงสร้างการเมือง ลดเงื่อนไขที่ทำให้เกิดข้อครหา และฟื้นความเชื่อมั่นต่อระบบตรวจสอบถ่วงดุล
บทสรุป: ศึกนิยามอำนาจในการเมืองไทย
ประเด็น “ระบอบสีน้ำเงิน” จึงไม่ใช่เพียงการถกเถียงเรื่องสีของพรรคการเมือง แต่เป็นการต่อสู้ทางความหมายว่า ใครกำลังถืออำนาจจริงในระบบการเมืองไทย และกลไกตรวจสอบยังเป็นอิสระเพียงใด
ฝ่ายหนึ่งมองว่านี่คือภาพสะท้อนการกินรวบอำนาจผ่านช่องโหว่รัฐธรรมนูญ 2560 อีกฝ่ายมองว่าเป็นวาทกรรมที่ใช้โจมตีทางการเมืองและลดทอนความชอบธรรมของผู้ที่เห็นต่าง
สำหรับนายสมศักดิ์ คำตอบไม่ได้อยู่ที่การเหมารวมว่ามี “ระบอบ” ใดระบอบหนึ่งครอบงำประเทศ แต่อยู่ที่การพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริง กระบวนการยุติธรรม และการตรวจสอบจากประชาชน
ท้ายที่สุด การเมืองไทยอาจไม่ได้ต้องการเพียงคำตอบว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” มีจริงหรือไม่ แต่ต้องการคำตอบที่ใหญ่กว่านั้น คือจะออกแบบรัฐธรรมนูญและกลไกตรวจสอบอย่างไรให้ไม่มีฝ่ายใดถูกตั้งข้อสงสัยว่าสามารถกินรวบอำนาจได้อีกในอนาคต.
แหล่งที่มาประกอบ : รายการคมชัดลึก (คลิก)







