
พริษฐ์ตีแผ่ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ เกมสว.ล็อกแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
พริษฐ์นิยาม ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ คือการใช้ช่องโหว่รัฐธรรมนูญ 2560 กุมสว.-องค์กรอิสระ พร้อมเสนอร่าง A-B คืนอำนาจให้ประชาชน
KEY
POINTS
- พริษฐ์ วัชรสินธุ นิยาม "ระบอบสีน้ำเงิน" ว่าเป็นเครือข่ายการเมืองที่ใช้รัฐธรรมนูญปี 60 ขยายอิทธิพลผ่านวุฒิสภา (สว.) และองค์กรอิสระเพื่อรักษาอำนาจ
- พรรคประชาชนชี้ว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของขั้วรัฐบาลที่กำหนดให้ต้องได้เสียง สว. 1 ใน 4 เป็นกลไกให้ สว. มีอำนาจชี้ขาดและสกัดกั้นร่างฉบับใหม่ก่อนถึงมือประชาชน
- ข้อเสนอของพรรคประชาชนคือให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว. ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ
ศึกแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำลังขยับจากเวทีถกกติกาการเมือง ไปสู่สนามช่วงชิงความหมายของ “อำนาจ” เมื่อพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดนิยาม “ระบอบสีน้ำเงิน” ว่า เป็นเครือข่ายการเมืองที่อาศัยช่องว่างของรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อขยายอิทธิพลเข้าสู่สถาบันทางการเมืองหลายระดับ ตั้งแต่วุฒิสภา องค์กรอิสระ ไปจนถึงกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
แกนหลักของข้อวิจารณ์อยู่ที่บทบาทของสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ซึ่งพริษฐ์มองว่าไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง เพราะมาจากกระบวนการเลือกกันเอง จึงเปิดช่องให้กลุ่มการเมืองเข้าไปแทรกแซงหรือกุมเสียงข้างมากได้ง่ายกว่าโครงสร้างที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง
เมื่อ สว. กลายเป็นประตูสำคัญของอำนาจ การแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ เช่น กกต. ป.ป.ช. หรือศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องผ่านการรับรองจากวุฒิสภา จึงถูกมองว่าอาจทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุลอ่อนแรงลง จากกลไกที่ควรยืนอยู่คนละฝั่งกับฝ่ายใช้อำนาจรัฐ กลายเป็นเครือข่ายที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นอิสระ
ในมุมของพริษฐ์ “ระบอบสีน้ำเงิน” จึงไม่ใช่เพียงคำเปรียบเปรยทางการเมือง แต่เป็นภาพสะท้อนของระบบที่อำนาจอาจไหลเวียนอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน ผ่านการคุมเสียงในวุฒิสภา การกำหนดบุคคลในองค์กรตรวจสอบ และการรักษากติกาเดิมที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตน
ประเด็นที่ทำให้การเมืองร้อนแรงขึ้น คือร่างรัฐธรรมนูญของพรรคขั้วรัฐบาล โดยเฉพาะร่างที่ถูกโยงกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งกำหนดให้การเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนนำไปทำประชามติ ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา และต้องมีเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 หรือ 50 คน
เงื่อนไขนี้ถูกพรรคประชาชนมองว่าเป็น “ด่านพิเศษ” ที่ทำให้ สว. มีอำนาจชี้ขาดเหนือเนื้อหารัฐธรรมนูญ หากกลุ่มการเมืองใดสามารถกุมเสียง สว. ได้ ก็อาจใช้เสียงดังกล่าวคว่ำร่างที่ไม่ตรงกับผลประโยชน์ของตน ก่อนที่ร่างนั้นจะไปถึงมือประชาชนในการลงประชามติ
กล่าวอีกด้านหนึ่ง เกมรัฐธรรมนูญใหม่จึงไม่ได้มีเดิมพันแค่จะเขียนกติกาอย่างไร แต่มีเดิมพันว่า “ใคร” จะเป็นผู้ถือปากกา และ “ใคร” จะมีอำนาจปิดประตูไม่ให้ประชาชนตัดสินในขั้นสุดท้าย
พรรคประชาชนจึงเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 รูปแบบ คือ ร่าง A และร่าง B โดยวางหลักการร่วมกัน 3 ประการ ได้แก่ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ มีกลไกป้องกันการผูกขาด และไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว.
ร่าง A วางโครงสร้างให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. จำนวน 150 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด แบ่งเป็น 100 คนจากเขตจังหวัดตามสัดส่วนประชากร และ 50 คนจากบัญชีรายชื่อระดับประเทศ จากนั้นให้รัฐสภารับรองรายชื่อทั้งคณะ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกังวลเรื่องการขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนร่าง B ถูกออกแบบเป็นทางเลือกป้องกันการผูกขาด โดยให้ประชาชนเลือกผู้สมัครเข้ามา 300 คน ก่อนให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 150 คน ผ่านระบบลงคะแนนที่กำหนดเกณฑ์พึงมี เพื่อไม่ให้เสียงข้างมากในรัฐสภาสามารถผูกขาดการเลือก สสร. ได้ทั้งหมด
หัวใจของทั้ง 2 ร่างอยู่ที่การดึงอำนาจกลับสู่ประชาชนให้มากที่สุด และลดโอกาสที่กลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่งจะควบคุมทั้งผู้ร่าง เนื้อหา และขั้นตอนสุดท้ายของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
อีกประเด็นที่พริษฐ์ตั้งข้อสังเกต คือบทบาทของคณะรัฐมนตรี โดยมองว่ารัฐบาลควรมีร่างของ ครม. เอง เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อภารกิจการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ตามเจตจำนงประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงเกมของพรรคการเมืองในรัฐสภา
ในสายตาของพรรคประชาชน หากการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่สำเร็จ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ 2560 ก็ยังสามารถอยู่กับกติกาเดิมต่อไปได้ แต่หากจำเป็นต้องเดินหน้าร่างฉบับใหม่ ก็อาจพยายามวางเงื่อนไขให้ตนเองยังมีอำนาจควบคุมกระบวนการสำคัญ
นี่คือเหตุผลที่พรรคประชาชนยืนยันไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว. เพราะมองว่าทุกเสียงในรัฐสภาควรยืนอยู่บนหลักการเดียวกัน ไม่ใช่ให้กลุ่มหนึ่งมีแต้มต่อเหนืออีกกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะในกระบวนการเขียนกติกาสูงสุดของประเทศ
ท้ายที่สุด การถกเถียงเรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน” จึงสะท้อนความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างการรักษาอำนาจผ่านกลไกรัฐธรรมนูญเดิม กับความพยายามเปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตการเมืองมากขึ้น
ศึกนี้จึงไม่ใช่เพียงการชิงถ้อยคำในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการชิงความหมายของประชาธิปไตยว่า กติกาใหม่ควรถูกกำหนดโดยประชาชน หรือยังถูกล็อกไว้ด้วยกลไกที่สืบทอดอำนาจจากรัฐธรรมนูญปี 2560.
แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : รายการคมชัดลึก (คลิก)







