
ศึกรื้อรัฐธรรมนูญ กางยุทธศาสตร์ 3 พรรคกับการจัดดุลอำนาจ สว. ในสภา
สมรภูมิแก้รัฐธรรมนูญระอุ 3 พรรคการเมือง เปิดศึกชิงเหลี่ยมอำนาจ สว. ภูมิใจไทยเน้นเพลย์เซฟ ประชาชนเดินหน้าชน ขณะที่ประชาธิปัตย์เน้นประนีประนอมสร้างฉันทามติ
KEY
POINTS
- 3พรรคการเมืองใหญ่เห็นพ้องในหลักการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยจะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2
- แต่ละพรรคมีจุดยืนเกี่ยวกับอำนาจ สว. ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยภูมิใจไทยต้องการคงอำนาจเดิม, พรรคประชาชนต้องการตัดอำนาจพิเศษทิ้ง, และประชาธิปัตย์เลือกแนวทางประนีประนอม
- ข้อเสนอเรื่องที่มาของ สสร. มีความหลากหลาย ตั้งแต่การเลือกตั้งโดยตรง (พรรคประชาชน), การคัดเลือกผ่านรัฐสภา (พรรคภูมิใจไทย), ไปจนถึงการหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ (พรรคประชาธิปัตย์)
กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในแวดวงการเมืองทันที เมื่อ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ต่างประสานเสียงเห็นพ้องในหลักการใหญ่ คือการเดินหน้าจัดตั้ง "สภาร่างรัฐธรรมนูญ" (สสร.) เพื่อมารื้อโครงสร้างและรังสรรค์รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีแนวร่วมสำคัญคือการประกาศกร้าวว่าจะ "ไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2" อย่างเด็ดขาด พร้อมชูธงดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
ทว่าภายใต้ภาพสะท้อนความร่วมมืออันชื่นมื่น หากกะเทาะเปลือกนอกเข้าไปดูเนื้อใน จะพบว่าทั้ง 3 พรรคต่างซ่อนเหลี่ยมคมและยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผ่านเงื่อนไขที่มาของ สสร. และการบริหารจัดการอำนาจของวุฒิสภา (สว.)
เปิดโมเดล สสร. : คัดเลือก เลือกตั้ง หรือหยั่งเสียงดิจิทัล?
พรรคภูมิใจไทย: มาในสูตร สสร. 100 คน (ตัวแทนจังหวัด 77 คน และผู้เชี่ยวชาญ 23 คน) แต่ "ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง" อาศัยกระบวนการคัดเลือกและผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเป็นหลัก
พรรคประชาชน: ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยทางตรง ประกาศกร้าวว่า สสร. ทั้ง 100 คน "ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน" เพื่อสกัดกั้นการผูกขาดอำนาจ
พรรคประชาธิปัตย์: พยายามฉีกกรอบสร้างจุดขายความทันสมัย เสนอให้ใช้ "ระบบหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์" เพื่อเน้นความรวดเร็วและประหยัดงบประมาณ โดยผู้ไม่มีโทรศัพท์มือถือก็สามารถไปลงทะเบียนได้ที่ระดับตำบล
ชำแหละยุทธศาสตร์: เดิมพันครั้งใหม่ใครได้เปรียบ?
หากพิจารณาถึงการจัดการอำนาจ สว. จะพบว่า พรรคภูมิใจไทย เลือกเดินเกมเพลย์เซฟด้วยการเสนอให้คงอำนาจเดิมไว้ โดยกำหนดเงื่อนไขว่าการแก้ไขต้องใช้เสียง สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 เพื่อลดแรงกระแทกและความขัดแย้ง ซึ่งเมื่ออ่านเกมเชิงยุทธศาสตร์แล้ว ถือเป็นร่างที่มีโอกาสฉลุยผ่านสภาได้มากที่สุดเพราะยึดโยงกับฐานอำนาจเดิม ทว่าก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามจากสังคมว่านี่คือการล็อกสเปกเพื่อให้ได้ "สสร. สีน้ำเงิน" มารองรับพิมพ์เขียวทางการเมืองหรือไม่
ตรงกันข้ามกับ พรรคประชาชน ที่มาด้วยสไตล์หักดิบ เดินหน้าชนด้วยการเสนอให้ลดหรือตัดอำนาจพิเศษของ สว. ทิ้งทั้งหมด เพื่อคืนความเท่าเทียมให้สมาชิกรัฐสภามีสิทธิโหวตเท่ากัน แม้ยุทธศาสตร์นี้จะขับเน้นอุดมการณ์ประชาธิปไตยจนได้ใจมวลชนไปเต็ม ๆ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกเสียงข้างน้อยในสภาบล็อก และอาจทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องตกไปอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ เลือกที่จะก้าวเข้ามายืนตรงกลางในฐานะ "ผู้ประสานรอยร้าว" โดยมุ่งเน้นการสร้างฉันทามติและปรับลดเนื้อหาที่ล่อแหลม เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูก สว. ยับยั้ง ยุทธศาสตร์นี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามเสนอทางเลือกใหม่เพื่อลดแรงต้านและหาจุดร่วมกับพรรคการเมืองอื่น เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์เองมีจำนวนเสียง สส. ในมือไม่เพียงพอที่จะยื่นเสนอร่างได้ตามลำพัง
ท้ายที่สุดแล้ว เกมชิงไหวชิงพริบในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการปฏิรูปกฎหมายสูงสุด แต่คือภาพสะท้อนของการจัดสรรดุลอำนาจและการเมืองเรื่องผลประโยชน์ที่แต่ละพรรคต่างฝ่ายต่างวางหมากไว้อย่างรัดกุม







