ผู้เชี่ยวชาญชี้ ครม.หั่นดีเซลถูกทาง แต่ยังไม่สุด แนะรื้อโครงสร้างราคา
รัฐบาลลดดีเซล 2 บาทต่อลิตร หวังพยุงค่าครองชีพ ผู้เชี่ยวชาญชี้มาถูกทางแต่ยังไม่สุด แนะเปิดสต็อกเก่า รื้อโครงสร้างราคาโรงกลั่น ลดภาระระยะยาว
KEY
POINTS
- ช่องว่างราคา: การลดราคา 2 บาทถูกมองว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับค่าการกลั่นในเดือนเมษายน (17-18 บาท) ชี้ให้เห็นว่าโรงกลั่นยังมีกำไรส่วนเกินที่สามารถปรับลดเพื่อช่วยประชาชนได้อีก
- บูรณาการกฎหมาย: ข้อเสนอให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามาร่วมตรวจสอบสต็อกน้ำมันเก่าและป้องกันการกักตุน แทนการปล่อยให้กระทรวงพลังงานบริหารจัดการเพียงลำพัง เพื่อความโปร่งใสของต้นทุน
- โมเดลชดเชยใหม่: เสนอให้รัฐบาลกู้เงินแสนล้านเพื่ออุดหนุนกองทุนน้ำมัน โดยเปลี่ยนเงื่อนไขเป็นการชดเชยตามต้นทุนจริง (Actual Cost) พร้อมเก็บภาษีลาบลอยจากกำไรสมมติของโรงกลั่นในช่วงวิกฤต
เดินหน้าหั่นราคา 2 บาท: ยาแรงหรือแค่การส่งสัญญาณ?
มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบให้ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลลง 2 บาทต่อลิตร กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในแง่ของข้อกฎหมายและผลกระทบเชิงนโยบาย การปรับลดครั้งนี้ถือเป็นการใช้อำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ปี 2516 เพื่อแทรกแซงราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็น "การมาถูกครึ่งทาง" และเป็นการส่งสัญญาณที่กล้าหาญของรัฐบาลต่อกลุ่มทุนพลังงาน
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ วิเคราะห์ว่าการลดราคาเพียง 2 บาทนั้นยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยระบุว่าหากรัฐบาลกล้าคำนวณราคาจาก "ต้นทุนสต็อกเก่า" แทนการใช้ราคาสปอต (Spot Price) ในปัจจุบัน จะสามารถปรับลดราคาดีเซลลงไปอยู่ที่ระดับ 33-34 บาทได้ทันที
ขณะที่ ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการจาก TDRI ระบุว่าในเดือนเมษายนค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 17-18 บาท ดังนั้นการปรับลดลง 5 บาทหรือมากกว่านั้นจึงเป็นตัวเลขที่โรงกลั่นยังสามารถแบกรับได้โดยไม่ขาดทุน
งัดไม้แข็งกฎหมายคุมกำไรส่วนเกิน: จาก "ขอความร่วมมือ" สู่การบังคับใช้
ในเชิงลึก มีการถกเถียงถึงการนำกฎหมาย 2 ฉบับมาบังคับใช้ คือ พ.ร.ก. ปี 2516 และ พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ปี 2542 เพื่อจัดการกับกำไรส่วนเกินหรือ "ภาษีลาบลอย" (Windfall Tax) ที่เกิดจากส่วนต่างราคาน้ำมันในช่วงวิกฤต ซึ่งปัจจุบันเงินส่วนนี้ยังคงกระจุกตัวอยู่ที่ฝั่งผู้ผลิตมากกว่าจะถูกนำมาคืนให้แก่ผู้บริโภค
"โรงกลั่นต้องเปิดเผยต้นทุนที่แท้จริง (Actual Cost) และมีระบบที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้รัฐเข้าช่วยเหลือได้ถูกจุดในวันที่โรงกลั่นขาดทุน และขอความร่วมมือได้ในวันที่กำไรเกินควร" ดร.อารีพร ให้ความเห็น
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามามีบทบาทหลักในฐานะผู้กำกับดูแลสินค้าควบคุม เพื่อตรวจสอบการกักตุนน้ำมันที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่คาดว่าสภาวะขาดแคลนน้ำมันโลกจะทวีความรุนแรงขึ้น การเปลี่ยนผ่านจาก "ไม้อ่อน" หรือการขอความร่วมมือ ไปสู่ "ไม้แข็ง" ทางกฎหมาย จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายพลังงานในรอบนี้
ปฏิรูปโครงสร้างราคาและทางรอดวิกฤตพลังงานระยะยาว
แนวโน้มในอนาคต รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาการปรับโครงสร้างราคาพลังงานใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะการยกเลิกการอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ (Import Parity) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสมมติแฝงอยู่ และเปลี่ยนมาอิงต้นทุนน้ำมันดิบรวมค่ากลั่นจริงแทน การชดเชยผ่านกองทุนน้ำมันในรูปแบบใหม่ควรเปลี่ยนจากการอุดหนุนกำไรโรงกลั่น เป็นการชดเชยตามต้นทุนแต่ละล็อตที่มีความโปร่งใส
สำหรับผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ การลดราคาน้ำมันจะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนขนส่งและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคได้เพียงชั่วคราว หากรัฐบาลไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของข้าราชการที่นั่งควบบอร์ดบริษัทพลังงาน หรือการจัดทำคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์จากกรณีรัสเซียและอิหร่านที่อาจส่งผลต่อปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลก.
แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิก)


