posttoday

 ฝ่ายค้านชำแหละนโยบายอนุทินวันแรก ฉะแบ่งผลประโยชน์ผ่านกลุ่มการเมือง

10 เมษายน 2569

รัฐสภาเปิดถกนโยบายอนุทินวันแรกเมื่อ 9 เม.ย. 69 ฝ่ายค้านรุมถล่มยุทธศาสตร์บริหาร 5 ด้านเป็นเพียงคลัสเตอร์แบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

KEY

POINTS

  • ฝ่ายค้านวิจารณ์ยุทธศาสตร์ 5 ด้านของรัฐบาลอนุทินว่าเป็นการแบ่งผลประโยชน์และตำแหน่งผ่าน 5 กลุ่มอำนาจทางการเมือง แทนที่จะเป็นการบริหารประเทศเพื่อประชาชน
  • ประเด็นวิกฤตพลังงานถูกหยิบยกเป็นจุดโจมตีหลัก โดยฝ่ายค้านชี้ถึงความล้มเหลวในการจัดการราคาและตั้งข้อสังเกตเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของรัฐบาล
  • ฝ่ายค้านนิยามการปกครองของรัฐบาลชุดนี้ว่าเป็น "ระบอบปิดตาธิปไตย" ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่และเทคโนแครตเพื่อรักษาอำนาจ

ชำแหละยุทธศาสตร์ 5 ด้าน: บริหารประเทศหรือแบ่งปันผลประโยชน์?

ในการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 เพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี บรรยากาศเป็นไปอย่างดุเดือดตั้งแต่วันแรก โดยรัฐบาลชูยุทธศาสตร์การบริหารภาครัฐแบบบูรณาการ 5 กลุ่ม ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจมหภาค, การผลิตและการค้า, โครงสร้างพื้นฐาน, สังคมสวัสดิการ และการต่างประเทศ เพื่อสร้างเสถียรภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านได้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและเป้าหมายที่แท้จริงของการจัดกลุ่มดังกล่าว

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่ายุทธศาสตร์เหล่านี้เป็นเพียงการ "แบ่งผลประโยชน์ผ่าน 5 คลัสเตอร์กลุ่มอำนาจ" โดยระบุว่าเป็นการจัดสรรตำแหน่งตามระบบบ้านใหญ่ในพรรคภูมิใจไทย และการลดอำนาจต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาลอันดับ2เพื่อรักษาระเบียบอำนาจเดิมมากกว่าการปฏิรูปโครงสร้างประเทศอย่างแท้จริง

"แท้จริงแล้วรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้บริหารด้วย 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ แต่เป็นการแบ่งผลประโยชน์ผ่าน 5 คลัสเตอร์กลุ่มอำนาจ" นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคประชาชน

 ฝ่ายค้านชำแหละนโยบายอนุทินวันแรก ฉะแบ่งผลประโยชน์ผ่านกลุ่มการเมือง

วิกฤตพลังงานและนิยาม "ปิดตาธิปไตย": จุดสลบกลางสภา

ประเด็นวิกฤตพลังงานกลายเป็นเป้าโจมตีสำคัญที่ถูกเรียกว่าเป็น "จุดสลบ" ของรัฐบาล โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนางสาวนันทนา นันทวโรภาส สว.อิสระ ต่างชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดการราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าที่แพงเกินจริง จากปัญหา "ค่าพร้อมจ่าย" และการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 4 หมื่นล้านบาทโดยไม่มีมาตรการรองรับระยะยาว รวมถึงการตั้งข้อสังเกตเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของรองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงาน

ด้านนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้นิยามระบอบการปกครองนี้ว่า "ปิดตาธิปไตย" ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่และกลุ่มเทคโนแครตที่ยอมปิดตาข้างหนึ่งให้โครงการที่น่ากังขาดำเนินต่อไปได้เพื่อรักษาอำนาจ โดยนายวีระยุทธระบุว่ารัฐบาลยอมรับวิกฤตพลังงานช้าไปถึง 5 สัปดาห์ และปล่อยให้ประชาชนแบกรับภาระเพียงลำพัง

"รัฐบาลชุดนี้คือระบอบปิดตาธิปไตย ที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างบ้านใหญ่กับเทคโนแครตที่ยอมปิดตาเพื่อเอื้อประโยชน์" นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน

 ฝ่ายค้านชำแหละนโยบายอนุทินวันแรก ฉะแบ่งผลประโยชน์ผ่านกลุ่มการเมือง

บทสรุปและมุมมองรอบด้าน: นโยบายที่ถูกมองว่าอยู่คนละโลก

ท่ามกลางการชี้แจงของรัฐบาลที่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ฝ่ายค้านกลับมองว่านโยบายนี้เหมือนการอยู่ใน "ทุ่งลาเวนเดอร์" ที่ตัดขาดจากความเป็นจริงของประชาชนใน "ทุ่งกุลา" เนื่องจากขาดรูปธรรมและตัวชี้วัดที่ชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นฝุ่น PM 2.5 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่หายไปจากคำแถลงนโยบายอย่างน่าสงสัย

บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต: การอภิปรายวันแรกสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของรัฐบาลอนุทินในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ แนวโน้มในระยะสั้นรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งชี้แจงประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนและโครงสร้างราคาพลังงานให้ชัดเจน มิฉะนั้นความเชื่อมั่นที่ลดลงอาจส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนโครงการเมกะโปรเจกต์อื่นๆ และอาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ล่าช้าจนกลายเป็นวิกฤตศรัทธาทางการเมืองในที่สุด

 

วิเคราะห์และสรุปประเด็นสำคัญ

ความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์: ฝ่ายค้านเปลี่ยนนิยามกลุ่มยุทธศาสตร์ 5 ด้านของรัฐบาลให้กลายเป็นการแบ่งขั้วอำนาจและผลประโยชน์ (Clusters) ของกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่และองค์กรอิสระ

ความล้มเหลวในการบริหารวิกฤต: ปัญหาพลังงานและค่าไฟฟ้าถูกยกเป็นประเด็นหลักที่สะท้อนความล่าช้าและการปล่อยให้ประชาชนแบกรับภาระ ขณะที่ตัวแทนรัฐบาลถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

นิยามทางการเมืองใหม่: การเกิดคำนิยาม "ปิดตาธิปไตย" สะท้อนถึงภาพลักษณ์รัฐบาลที่ถูกมองว่าเป็นการร่วมมือกันระหว่างนักการเมืองและข้าราชการเพื่อรักษาฐานอำนาจเดิมมากกว่าการสร้างอนาคตตามที่ประกาศไว้

ข่าวล่าสุด

แถลงนโยบายวันที่2 รังสิมันต์ จี้อนุทินสอบพิพัฒน์ ปมโยงทุนเทาน้ำมันเถื่อน