ลัทธิประเวศ

วันที่ 18 ก.ย. 2558 เวลา 09:01 น.
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง antibodyposttoday@gmail.com

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ อยู่ดีๆ หลักคิด “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ของ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ก็ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งในปี 2015

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คาดหวังมากว่า “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” จะเคลื่อนไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ จนถึงกับได้นโยบาย “สานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” ขึ้นมา

คอนเซ็ปต์ของนโยบายนี้ก็คือการใช้พลังของ “ชุมชนท้องถิ่นฐานราก” ไปตรวจสอบการใช้เงินของชาวบ้านที่จะถูกกระจายลงไปจากนโยบายรัฐ

เรียกอีกอย่างว่าเป็นการใช้พลังของ “คนดี” มาจัดการไม่ให้รากหญ้าตกเป็นเหยื่อของเงิน จนเหมือนกับโครงการ “ประชานิยม” ในอดีต

เพราะชาวบ้านในมุมมองรัฐบาลนั้นนิยมสร้างหนี้เสมอมา ขณะเดียวกันประชานิยมก็ถูกวาดภาพเป็น “ปีศาจ” มาตั้งแต่ ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน จนถึงวันนี้

ยุทธศาสตร์ “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” จึงถูกเข็นขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อใช้หลักการของคนดี คุมชาวบ้านผู้โง่ จน เจ็บ โดยให้รัฐ ธุรกิจ และสังคม ช่วยกันเป็น “คานงัด” เพื่อขับเคลื่อนไปสู่สังคม “ยูโทเปีย”

นั่นคือรัฐสภามีแต่ สส.ที่พูดภาษาดอกไม้ ในตลาดหุ้นมีแต่นักธุรกิจที่พูดภาษาเดียวกับชุมชน

และหากจะมี “ปราชญ์ชาวบ้าน” ขึ้นมาสักคน ก็ต้องพูดจาภาษา “คนดี” ขึ้นเวทีเสวนาของ สสส. ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนท้องถิ่น และออกไทยพีบีเอสบ่อยๆ

แต่ข้อห้ามสำคัญก็คือ อย่าให้คนกลุ่มนี้ไปเรียกร้องเรื่องสิทธิทางการเมืองจากรัฐบาลชุดนี้นะครับ (ถ้าเรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งก็พอได้) เพราะเรื่องประชาธิปไตยนั้น ต้องปล่อยให้ทหารเขาทำไป (ฮา)

ขณะเดียวกัน นโยบายนี้ก็มีจุดมุ่งหวังเพื่อสร้าง “ฐานมวลชน” ในระดับท้องถิ่น เพราะต้องยอมรับว่าระดับรากหญ้านั้น หาแฟนคลับที่เป็นฐานเสียงของรัฐบาล “ลุงตู่” ยาก

เครือข่ายประเวศจึงมีเดิมพันอื่นนอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า นั่นก็คือการสร้างฐานมวลชนให้รัฐบาลลุงตู่อยู่ไปตลอดรอดฝั่งอีก 2 ปี

แต่คำถามที่ต้องตั้งกับ “ประเวศไอเดีย” ก็คือจะเชื่อได้อย่างไรว่าวิธีนี้จะได้ผล เพราะที่ผ่านมาข้อเสนอของคุณหมอนั้น ปัญหาสำคัญก็คือความเป็นนามธรรม และความคลุมเครือ

ผู้ที่เข้าใจแนวคิดและนำแนวคิดไปสู่การปฏิบัติจึงมีแต่คนเดิมๆ ในหน่วยงานเดิมๆ จนถูกเรียกกันว่า “ลัทธิประเวศ”

ลัทธิประเวศเป็นชุมชนของคนดี โดยคนดีและเพื่อคนดี แต่ไม่เคยสร้างการเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ จะเปลี่ยนก็เฉพาะ “ชุมชนคนดี” ที่มีคอนเนกชั่นเหนียวแน่น ซึ่งได้รับเงินอุดหนุนมากขึ้นเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะมีความพยายามในการเข้าไปเสนอไอเดียผ่านรัฐบาลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไทยรักไทย หรือรัฐบาลประชาธิปัตย์ แต่สุดท้ายก็ยังลงเอยแบบเดิม นั่นคือการตั้งองค์กรใหม่ๆ เพื่อวาดคอนเซ็ปต์ “แอบสแทรกต์” เหมือนเดิม

ด้วยเหตุนี้หากรัฐบาลอยากจะสร้าง “คนดี” ขึ้นมาตรวจสอบ “รากหญ้า” แล้ว ก็ควรจะต้องตอบคำถามให้ได้ด้วยว่า คำว่า “คนดี” นั้นคือคนดีของใคร และใครจะเป็นผู้ที่มาตรวจสอบ “คนดี” ไม่ให้ใช้อำนาจเพื่อพวกพ้องเท่านั้น