
SET แกว่งไซด์เวย์อัพ ตลาดไร้ปัจจัยใหม่หนุน บอนด์ยีลด์-น้ำมันพุ่งกดดัน
InnovestX คาด SET แกว่งไซด์เวย์อัพ ตลาดยังไร้ปัจจัยใหม่หนุน บอนด์ยีลด์และราคาน้ำมันพุ่ง กดดันเซนติเมนต์โดยรวม กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ HANA และ PTTGC
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทย (SET) เคลื่อนไหวในกรอบไซด์เวย์อัพ เนื่องจากยังขาดปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน
- ดัชนีได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
- กลยุทธ์การลงทุนเน้นการเลือกซื้อหุ้นเป็นรายตัว (Selective Buy) ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะกลุ่ม เช่น พลังงาน โรงกลั่น และอิเล็กทรอนิกส์
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า SET แกว่ง sideways-up ตลาดยังไร้ปัจจัยใหม่หนุน Bond Yield และราคาน้ำมันปรับขึ้นกดดัน Sentiment โดยรวม ทำให้คาดนักลงทุนจะยังเลือกลงทุนเป็นรายหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัว หนุนโดยหุ้นพลังงานต้นน้ำ-โรงกลั่นน่าจะยังเคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาด เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มอิเล็กฯ ตามกระแสหุ้น Tech ฟื้นตัว ขณะที่นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 4 วันทำการติดต่อกัน น่าจะช่วยประคองตลาดได้อีกทาง ทางเทคนิคดัชนีแกว่งตัว ชะลอการรีบาวด์ แต่การยืนเหนือ 1600 ได้ทำให้ภาพรวมยังดีอยู่
ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวผันผวน หลังมีแรงกดดันจากราคาพลังงานและ Bond Yield ที่ปรับขึ้น กระตุ้นให้ตลาดกังวลเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ รวมถึงการขึ้น XD ของหุ้นขนาดใหญ่หลายแห่งในไทย
อย่างไรก็ดี มีปัจจัยสำคัญติดตามซึ่งจะมีผลต่อบรรยากาศลงทุน อาทิ เงินเฟ้อสหรัฐฯ (11 ก.ย.) ซึ่งจะ เป็นสัญญาณชี้นำทิศทางดอกเบี้ยก่อนประชุม FOMC (15-16 ก.ย.), การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 วาระ 2-3 (7-9 ก.ย.) ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุน และการเปิดฟังความคิดเห็นร่าง PDP2026 (8 ก.ย.) ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงานสะอาด
ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนแนะนำให้ "Selective Buy" ผ่าน 4 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
1. Policy and Domestic Play ซึ่งได้ประโยชน์จากการเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ ได้แก่ กลุ่มพลังงานสะอาดและนิคม (GULF GPSC BGRIM GUNKUL WHAUP AMATA WHA) ที่จะได้อานิสงส์จากความคืบหน้าของร่างแผน PDP2026 และนโยบายหนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป, กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCC SCCC) ที่จะได้อานิสงส์จากการเร่งเบิกจ่าย ก่อนปิดปีงบประมาณและความคาดหวังผ่านร่าง พ.ร.บ. งบฯ ปี 2570, กลุ่มค้าปลีกและท่องเที่ยว (CPALL CRC CPN ERW CENTEL AOT) ที่จะได้อานิสงส์จากมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส
2. Global Macro & Bond Yield Play ซึ่งได้ประโยชน์จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาตึงเครียด ผลักดันให้ราคาพลังงานและค่าระวางเรือสูงขึ้น ส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงาน (PTTEP BCP TOP) และเดินเรือ (PSL TTA) อีกทั้งความกังวลด้านเงินเฟ้อที่หนุนให้ Bond Yield ทรงตัวในระดับสูง ยังส่งผลบวกต่อผลตอบแทนจากการลงทุนของกลุ่มธนาคาร (KTB BBL KBANK) และกลุ่มประกันชีวิต (BLA TLI)
3. Laggard Play ซึ่งราคาหุ้นยังปรับขึ้นช้ากว่า SET สวนทางโมเมนตัมกำไรครึ่งหลังปี 2569 ที่คาดจะเติบโตได้ดีทั้ง YoY และ HoH ทำให้คาดจะเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนที่จะหมุนเข้ามาเก็งกำไร ได้แก่ AP PR9 SAWAD HMPRO BDMS TU BCH MTC TIDLOR
4. High Dividend Play เพื่อสร้างกระแสเงินสดเข้าพอร์ตได้อย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นดักการจ่ายเงิน ปันผลระหว่างกาล ซึ่งคาดให้ Div. Interim Yield >2% ได้แก่ HMPRO, KKP, HTC, TOP, PTT
สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ HANA ปัจจัยสนับสนุนระยะสั้นจากโมเมนตัมการฟื้นตัวของราคาหุ้นเทคฯ โลก การผลิต High-density PCBA และ Solid-state Cooling คาดจะเพิ่มการผลิตเต็มที่ได้ในช่วงปลายไตรมาส 3/2569 และไตรมาส 4/2569 ตามลำดับ ทำให้คาดว่าจะเห็นกำไรปกติเติบโตอย่างมี นัยสำคัญในครึ่งหลังปี 2569 และต่อเนื่องถึงปี 2570 เป้าหมายระยะสั้นที่ 48.00 บาท
PTTGC ปัจจัยสนับสนุนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อยังกดดันห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ทั้งในธุรกิจโอเลฟินส์, อะโรเมติกส์ และโรงกลั่น ในปี 2569 คาดจะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิที่ 2.52 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 1.46 หมื่นล้านบาท เป้าหมายระยะสั้นที่ 48.25 บาท







