posttoday
PTTGC พลิกเกมแรง! น้ำมันเดือดดันกำไร Q1/69 พุ่ง 200% โบรกชี้ Q2 โตก้าวกระโดด

PTTGC พลิกเกมแรง! น้ำมันเดือดดันกำไร Q1/69 พุ่ง 200% โบรกชี้ Q2 โตก้าวกระโดด

06 พฤษภาคม 2569

PTTGC ฟอร์มแกร่ง ไตรมาส 1/69 พลิกจากขาดทุนสู่กำไร 3.2 พันล้านบาท โตทะลุ 200% รับแรงหนุนราคาน้ำมันพุ่ง-อุปทานตึงทั่วโลก ดันรายได้เฉียด 1.5 แสนล้าน โบรกมองไตรมาส 2/69 แรงต่อเนื่อง ลุ้นกำไรโตก้าวกระโดด รับเม็ดพลาสติกขาขึ้น ท่ามกลางเกมพลังงานโลกผันผวนสูง

KEY

POINTS

  • PTTGC ฟอร์มแกร่ง ไตรมาส 1/69 พลิกจากขาดทุนสู่กำไร 3.2 พันล้านบาท โตทะลุ 200%
  • รับแรงหนุนราคาน้ำมันพุ่ง-อุปทานตึงทั่วโลก ดันรายได้เฉียด 1.5 แสนล้าน
  • โบรกมองไตรมาส 2/69 แรงต่อเนื่อง ลุ้นกำไรโตก้าวกระโดด รับเม็ดพลาสติกขาขึ้น ท่ามกลางเกมพลังงานโลกผันผวนสูง

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 3,232 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 200% เทียบงวดเดียวกันปีก่อน (YoY) ที่ขาดทุนสุทธิ 2,567 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 159% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ที่ขาดทุนสุทธิ 5,502 ล้านบาท

รายได้จากการขายรวม 146,936 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 59 และร้อยละ 11 จากไตรมาส 4/2568 และช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ โดยหลักจากราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ อันเป็นผลจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้อุปทานในตลาดเกิดภาวะตึงตัวฉับพลัน

กอปรกับปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้นปรับสูงขึ้นจากการที่โรงกลั่นและโรงอะโรเมติกส์หน่วยที่ 2 กลับมาดำเนินการผลิตตามปกติภายหลังจากการปิดซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาสก่อนหน้า

PTTGC พลิกเกมแรง! น้ำมันเดือดดันกำไร Q1/69 พุ่ง 200% โบรกชี้ Q2 โตก้าวกระโดด

รายงาน Adjusted EBITDA อยู่ที่ 14,846 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/2568 โดยผลประกอบการกลุ่มผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และโพลิเมอร์มีผลประกอบการดีขึ้นจากราคาผลิตภัณฑ์เอทิลีนและผลิตภัณฑ์โพรพิลีนที่ปรับสูงขึ้นจากภาวะอุปทานตึงตัว ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบอีเทนที่ปรับลดลงตามสัญญาซื้อวัตถุดิบ

ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์มีผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นจากส่วนต่างผลิตภัณฑ์พาราไซลีนและผลิตภัณฑ์เบนซีนที่ปรับสูงขึ้น

PTTGC พลิกเกมแรง! น้ำมันเดือดดันกำไร Q1/69 พุ่ง 200% โบรกชี้ Q2 โตก้าวกระโดด

กอปรกับ "ธุรกิจโรงกลั่น" ปรับสูงขึ้นจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยรวมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากอุปทานที่ลดลงโดยเฉพาะจากการส่งออกจากประเทศในตะวันออกกลางร่วมกับปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้นจากการกลับมาดำเนินการผลิตตามปกติหลังการปิดซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาส 4/2568 ในส่วนของกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษมีผลประกอบการที่ปรับดีขึ้นจากปริมาณขายที่ฟื้นตัวและการควบคุมต้นทุนของบริษัท allnex 

ทั้งนี้บริษัทมีการดำเนินการตามแนวทางยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ Portfolio ของธุรกิจให้เข้มแข็งและการดำเนินมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายและมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

บริษัทรับรู้รายการพิเศษจากปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้จากการเปลี่ยนแปลงราคาตามสภาวะตลาด ได้แก่ กำไรจากสต๊อกน้ำมัน (Stock gain) และการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) สุทธิรวม 7,182 ล้านบาท ขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยงด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ 7,991 ล้านบาท และกำไรสุทธิจากอัตราแลกเปลี่ยนและตราสารอนุพันธ์ทางการเงินรวม 1,011 ล้านบาท บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนรวม 252 ล้านบาท

โดยในไตรมาสนี้ บริษัทรับรู้กำไรจากการขายหุ้นบางส่วนใน "บริษัท ไทยแท้งค์เทอร์มินัล จำกัด (TTT)" และกำไรจากการปรับโครงสร้าง "ธุรกิจท่าเทียบเรือและคลังเก็บผลิตภัณฑ์" รวมทั้งสิ้น 3,300 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทมีการรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ของ "บริษัท จีซี โพลีออลส์ จำกัด (GCP)" และ "PTTGC America LLC (GCA)" อีกทั้งมีการตั้งประมาณการค่าใช้จ่ายจากแผนปรับการดำเนินธุรกิจของ "บริษัท พีทีที เอ็มซีซี ไบโอเคม จำกัด (PTTMCC)" รวมทั้งสิ้น 6,561 ล้านบาท

โดยสรุปบริษัทรายงานผลกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1/2569 รวม 3,232 ล้านบาท

PTTGC พลิกเกมแรง! น้ำมันเดือดดันกำไร Q1/69 พุ่ง 200% โบรกชี้ Q2 โตก้าวกระโดด

เศรษฐกิจโลก 69 โตช้าลง แต่ความเสี่ยงพุ่ง พลังงานแพง กดดันทั้งระบบ

แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2569 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวร้อยละ 3.1 อัตราการขยายตัวลดลงจากปี 2568 (IMF เมษายน 2569) โดยได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ เพิ่มแรงกดดันต่อคาดการณ์เงินเฟ้อ และทำให้สภาวะการเงินตึงตัวขึ้น

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะสั้น ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้น

บริษัทคาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2569 อยู่ที่เฉลี่ย 85- 89 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยในช่วงระยะสั้นคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ในระดับสูงจากแรงกดดันด้านอุปทานท่ามกลางเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลให้อุปทานปรับตัวลดลงประมาณ 9 ล้านบาร์เรลต่อวันตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ตลาดพลังงานโลกจึงมีความผันผวนสูง รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบที่คาดว่าจะปรับสูงขึ้นตามค่าขนส่งและค่าประกันภัย

การผลิต Q2/69 ทยอยฟื้น

แนวโน้มการผลิตจะทยอยฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 2/2569 จากกลุ่มโอเปกและพันธมิตร (โอเปกพลัส) มีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายนโยบายการลดกำลังการผลิต เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอุปทานจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อีกทั้งประเทศนอกกลุ่มโอเปก เช่น บราซิล กายอานา แคนาดา และอาร์เจนตินามีแนวโน้มเพิ่มการผลิตอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันดิบคาดว่าจะชะลอตัวเพียงชั่วคราว โดยกลุ่มโอเปกคาดการณ์ว่าอุปสงค์น้ำมันดิบจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากเศรษฐกิจหลักโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียยังคงต้องพึ่งพาน้ำมันดิบในด้านการผลิตและการขนส่ง กอปรกับการเพิ่มปริมาณน้ำมันดิบสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของหลายประเทศทั่วโลก

สถานการณ์ราคาและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในปี 2569 ด้านอุปทานผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเข้าสู่ภาวะตึงตัวชั่วคราวโดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันดีเซลและอากาศยาน เนื่องจากแหล่งผลิตบางส่วนได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบข้างต้น ทำให้ผู้ผลิตในแถบตะวันออกกลางไม่สามารถส่งออกได้ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ อาจกระทบต่อเสถียรภาพของอุปทานในบางภูมิภาค 

ด้านอุปสงค์คาดการณ์ชะลอตัวในระยะสั้นจากราคาผลิตภัณฑ์ที่มีความผันผวนสูง เนื่องจากราคาน้ำมันดิบและต้นทุนค่าขนส่งที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความไม่สงบเริ่มคลี่คลาย คาดว่าอุปสงค์จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2568 ผลจากการเร่งเพิ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเข้าสู่คลังสำรอง เพื่อชดเชยปริมาณที่ขาดหายไปในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ 

ความต้องการใช้น้ำมันโดยรวมยังถูกกดดันจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น บริษัทคาดการณ์ว่าส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซล (10 ppm) กับน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 38-41 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

ส่วนต่างราคาน้ำมันเตากำมะถันต่ำ (Low Sulfur Fuel Oil: LSFO) กับน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ที่ 7-10 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่วนต่างราคาน้ำมันแก๊สโซลีนกับน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 14-17 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล 

ทั้งนี้ บริษัทยังได้ดำเนินการบริหารจัดการรูปแบบการผลิต และสัญญาขายเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารจัดการการจัดหาน้ำมันดิบในการผลิตและส่วนต่างราคาของผลิตภัณฑ์ให้มีความเหมาะสม บริษัทคาดการณ์อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงกลั่นในปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 104

ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของโรงอะโรเมติกส์ บริษัทคาดการณ์อุปสงค์ผลิตภัณฑ์พาราไซลีนและผลิตภัณฑ์เบนซีนค่อนข้างทรงตัวจากปี 2568 โดยอุปสงค์ผลิตภัณฑ์พาราไซลีนได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศจีนที่ปรับเพิ่มขึ้นสำหรับผลิตกรดเทเรฟทาลิกบริสุทธิ์ (PTA) เพื่อส่งออก หลังประเทศอินเดียได้ประกาศยกเลิกข้อกำหนดควบคุมคุณภาพ PTA

อุปสงค์ผลิตภัณฑ์ปลายทางมีแนวโน้มชะลอตัวตามการชะลอตัวทางเศรษฐกิจรวมทั้งต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

PTTGC พลิกเกมแรง! น้ำมันเดือดดันกำไร Q1/69 พุ่ง 200% โบรกชี้ Q2 โตก้าวกระโดด

ส่วนต่างผลิตภัณฑ์เบนซีน ได้ปรับขึ้นในช่วงต้นปีตามภาวะอุปทานตึงตัวของสายสไตรีนโมโนเมอร์ (SM) ที่ได้มีการปิดซ่อมบำรุงของผู้ผลิตหลักในตะวันออกกลาง โดยเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลให้ผู้ผลิตยังไม่มีกำหนดกลับมาดำเนินการเนื่องจากภาวะขาดแคลนวัตถุดิบเอทิลีน 

จากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นร่วมกับอุปทานที่ค่อนข้างคงที่จากนโยบายควบคุมกำลังการผลิตในประเทศจีนและภาวะขาดแคลนวัตถุดิบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง บริษัทคาดว่าส่วนต่างของผลิตภัณฑ์พาราไซลีนกับแนฟทาในปี 2569 จะปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 270 - 280 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน

ขณะเดียวกันส่วนต่างของราคาเบนซีนและแนฟทาทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 150 –160 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน บริษัทคาดการณ์อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงอะโรเมติกส์ในปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 82

ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของโรงโอเลฟินส์ บริษัทคาดว่าราคาผลิตภัณฑ์เอทิลีนในปี 2569 จะอยู่ที่ 1,010 - 1,030 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน และราคาผลิตภัณฑ์โพรพิลีนจะอยู่ที่ 990 - 1,010 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน

โดยราคาผลิตภัณฑ์ได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางอันเป็นผลมาจากภาวะขาดแคลนวัตถุดิบในระยะสั้นส่งผลให้ผู้ผลิตหลายรายในภูมิภาคประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure)

ราคาผลิตภัณฑ์อาจมีแนวโน้มปรับตัวลดกลับสู่ระดับปกติมากขึ้น แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงเนื่องจากภาวะอุปทานยังไม่ฟื้นตัว กอปรกับการปรับลดกำลังการผลิตจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้บริษัทคาดการณ์อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงโอเลฟินส์ในปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 87

กลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นกลาง

แนวโน้มสถานการณ์ตลาดผลิตภัณฑ์ฟีนอลในปี 2569 บริษัทคาดว่าส่วนต่างของผลิตภัณฑ์ฟีนอล (P2F) จะอยู่ที่ 210 - 220 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน คาดการณ์การฟื้นตัวของอุปสงค์ผลิตภัณฑ์ฟีนอล อะซีโทน และบิสฟีนอล เอ (BPA) เป็นไปอย่างจำกัด จากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ

แม้ในระยะสั้นราคาผลิตภัณฑ์ได้รับปัจจัยหนุนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออก ซึ่งส่งผลให้ภาวะอุปทานสายฟีนอลตึงตัวอย่างฉับพลันจากที่ผู้ผลิตต้นทุนสูงได้ลดกำลังการผลิตลง

แนวโน้มสถานการณ์ตลาดของผลิตภัณฑ์โมโนเอทิลีนไกลคอล (MEG) บริษัทคาดว่าราคา MEG จะอยู่ที่ 530-560 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน คาดการณ์การฟื้นตัวของอุปสงค์ยังเป็นไปอย่างจำกัดจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว

ในขณะที่ด้านอุปทาน ภาวะอุปทานส่วนเกินปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยหลักเป็นผลจากการควบคุมกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในประเทศจีน ร่วมกับเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลให้กำลังการผลิตจากในภูมิภาคปรับตัวลดลง

กลุ่มผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์และเคมีภัณฑ์

แนวโน้มสถานการณ์ตลาดเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีนในปี 2569 บริษัทคาดว่าราคาเฉลี่ยเม็ดพลาสติก HDPE จะเฉลี่ยอยู่ที่ 1,180 – 1,210 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2568 

โดยหลักจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ กอปรกับภาวะอุปทานตึงตัวฉับพลัน อันเป็นผลจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับลดกำลังการผลิต เนื่องจากข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ 

อีกทั้งการขนส่งเม็ดพลาสติกจากตะวันออกกลางมายังภูมิภาคเอเชียไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติในส่วนของอุปสงค์ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากอุปสงค์ปลายทางที่ชะลอตัวจากภาวะเงินเฟ้อโดยบริษัทคาดการณ์อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงโพลิเอทิลีนในปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 103

กลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ

คาดการณ์ว่าความต้องการของผลิตภัณฑ์กลุ่มสารเคลือบผิวอุตสาหกรรมและสารเติมแต่งในทุกภูมิภาคทั่วโลกมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ทำให้ต้นทุนการผลิตและเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในระดับสูง

เศรษฐกิจมหภาคในหลายภูมิภาค เช่น อินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเติบโต แม้อยู่ในอัตราชะลอตัวร่วมกับสัญญาณบวกของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในอุตสาหกรรมปลายทาง เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น

ไตรมาส 2/69 โตก้าวกระโดด

บล. ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า PTTGC กำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ที่ 3.2 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 5.5 พันล้านบาทในไตรมาส 4/69 สูงกว่าตลาดคาด 21% จาก Market GRM ที่สูงกว่าคาดมาก

แนวโน้มไตรมาส 2/69 จะดีกว่าไตรมาส 1/69 จากธุรกิจปิโตรเคมีที่คาดว่าจะโตแบบก้าวกระโดดหนุนจากราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับขึ้นสูงกวา 60-70% แม้คาดกำไรจากธุรกิจโรงกลั่นจะชะลอตัวจากค่าการกลั่นที่ปรับลง

ด้าน บล.ยูโอบีเคย์เฮียน คาดว่ากำไรปกติจะยังคงแข็งแกร่งในไตรมาส 2/69 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของ GRM และส่วนต่างราคาโอเลฟินส์ (olefins spreads) คงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 46.00 บาท จากเดิม 41.00 บาท

ข่าวล่าสุด

พรุ่งนี้! ลุ้นงบ TRUE ไตรมาส 1/69 โชว์กำไรสุทธิพุ่ง 303% แตะ 6.5 พันล้าน

พรุ่งนี้! ลุ้นงบ TRUE ไตรมาส 1/69 โชว์กำไรสุทธิพุ่ง 303% แตะ 6.5 พันล้าน