
สรุปปมร้อน “บิ๊กเต่า - โทน บางแค” เบื้องหลังทวงหนี้ 2 พันล้าน
เปิดชนวนขัดแย้ง “บิ๊กเต่า - โทน บางแค” ปมทวงหนี้มหาศาล 2 พันล้าน สะเทือน วงการเซียนพระ แฉปมฉ้อโกงหรือ ทวงหนี้มิชอบ?
เปิดไทม์ไลน์ความขัดแย้งสองมุมมอง ระหว่างรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางกับเซียนพระชื่อดัง กับชนวนเหตุการทวงหนี้มูลค่ามหาศาลที่สั่นสะเทือนวงการพระเครื่องไทย ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่และขบวนการต้มตุ๋นพระเครื่องระดับชาติ
ชนวนเหตุ ข้อกล่าวหา "ใช้อำนาจมืด" ทวงหนี้
ปมขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นเมื่อ นายโทนทอง สุขแก่น หรือ "โทน บางแค" เซียนพระเครื่องระดับแนวหน้า เดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน และยื่นหนังสือร้องเรียนถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยระบุว่าตนถูก พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ "บิ๊กเต่า" รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ใช้อำนาจหน้าที่บีบบังคับให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและรับสภาพหนี้ใหม่
นายโทนระบุว่า ตนเองติดค้างชำระหนี้สินจากการซื้อขายพระเครื่องจริง แต่ที่ผ่านมาได้พยายามทยอยชำระตามข้อตกลงมาโดยตลอด ทว่าในวันเกิดเหตุกลับถูกเรียกเข้าไปเจรจาในสถานที่ราชการ และถูกกดดันให้เซ็นเอกสารที่เป็นการเสียเปรียบ พร้อมอ้างว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์ส่วนต่างจากการทวงหนี้ครั้งนี้
"บิ๊กเต่า" โต้กลับ แฉขบวนการ "เซียนกระดาษ" ต้มตุ๋นพันล้าน
ในเวลาต่อมา พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ได้ออกมาแถลงโต้แย้งข้อหาดังกล่าวอย่างดุเดือด โดยยืนยันว่าตนเองทำหน้าที่เป็นเพียง "คนกลาง" ในการไกล่เกลี่ยตามคำร้องขอของกลุ่มผู้เสียหายที่ถูกฉ้อโกง และไม่มีการเรียกรับเงิน 30% ตามที่ถูกกล่าวอ้าง พร้อมทั้งเปิดเผยเบื้องลึกของคดีที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเรื่องหนี้สินส่วนตัว
จากการสืบสวนพบพฤติการณ์ที่เข้าข่าย "ขบวนการฉ้อโกงประชาชน" โดยกลุ่มเซียนพระมีการทำธุรกรรมในลักษณะการขายพระเครื่องที่ไม่มีอยู่จริง หรือที่เรียกว่า "เซียนกระดาษ" โดยใช้วิธีการเวียนพระเครื่ององค์เดิมซ้ำไปมาเพื่อหลอกลวงนักลงทุน มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นจากการตรวจสอบพบคดีที่เกี่ยวเนื่องกันรวมกว่า 2,000 ล้านบาท และคาดว่าหากตรวจสอบความเสียหายทั้งระบบอาจสูงถึง 5,000 ล้านบาท
สถานะทางคดี จากเรื่องส่วนตัวสู่คดีอาญา
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องในขบวนการนี้ไปแล้วบางส่วน ในฐานความผิด "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน" ซึ่งรวมถึงตัวนายโทน บางแค ด้วย โดยทางฝ่ายสืบสวนระบุว่ามีหลักฐานเป็นเส้นทางการเงินและเอกสารการซื้อขายที่เป็นเท็จ
ฝั่งนายโทนยังคงยืนหยัดในความบริสุทธิ์ โดยมองว่าเรื่องนี้เป็นเพียงข้อพิพาททางแพ่งและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ซึ่งหลังจากนี้ต้องรอการตรวจสอบจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงการพิจารณาของ ป.ป.ช. ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจริงตามข้อร้องเรียนหรือไม่







