posttoday

ทาง 2 แพร่ง! CPALL - CPAXT ร่วง รับดีล Virtual Bank ชี้ชะตา 29 พ.ค. ลุ้นโยก 7-Eleven–Makro–Lotus’s

20 เมษายน 2569

อาณาจักรซีพีสะเทือน! สองยักษ์ใหญ่ค้าปลีก CPALL และ CPAXT ร่วง รับแรงกระแทกจาก "ดีลเขย่าโครงสร้าง" หลังกรรมการอิสระประกาศกร้าว "ไม่เห็นด้วย" ในการโยก 3 ขุมทรัพย์หลักเข้าสู่กลุ่มธุรกิจ Virtual Bank ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ส่อเค้าเกิดศึกวัดใจผู้ถือหุ้นครั้งใหญ่ 29 พฤษภาคมนี้

KEY

POINTS

  • อาณาจักรซีพีสะเทือน! สองยักษ์ใหญ่ค้าปลีก CPALL และ CPAXT กอดคอดิ่งเหว
  • รับแรงกระแทก "ดีลเขย่าโครงสร้าง" หลังกรรมการอิสระประกาศกร้าว "ไม่เห็นด้วย" โยก 3 ขุมทรัพย์หลักกลุ่มธุรกิจ Virtual Bank
  • ส่อเค้าเกิดศึกวัดใจผู้ถือหุ้นครั้งใหญ่ 29 พฤษภาคมนี้

ความเคลื่อนไหวของหุ้น "บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL" เปิดการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (20 เม.ย.69) แดงเดือดทั้งกระดานค้าปลีก ราคาร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 45.25 บาท ลดลง 2.25 บาท คิดเป็น -4.73% จากราคาปิดวันศุกร์ที่ 17 เม.ย.69 อยู่ที่ระดับ 47.50 บาท

สุดท้ายราคา CPALL กลับมาปิดการซื้อขายแตะที่ 46.00 บาท ลดลง -1.50 บาท คิดเป็น -3.16% มูลค่าการซื้อขาย 1,829.11 ล้านบาท

ขณะที่หุ้น "บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT" ก็ไม่น้อยหน้า! ราคาเปิดกระโดดร่วงลงไปแตะ 15.10 บาท ก่อนที่จะไหลลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 15 บาท ปรับตัวลดลงเกือบ 4% จากราคาปิดช่วงสุดสัปดาห์ก่อน ที่ 15.70 บาท

และราคา CPAXT กลับมาปิดซื้อขายแตะที่ 15.20 บาท ลดลง -0.50 บาท คิดเป็น -3.18% มูลค่าการซื้อขาย 129.98 ล้านบาท

นี่ไม่ใช่แค่ข่าวหุ้นตก…แต่นี่คือดีลที่อาจ ‘เปลี่ยน DNA’ ของ CPALL ไปตลอดกาล

ชนวนดราม่าบังเกิด... เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการ CPALL โดยกรรมการผู้ไม่มีส่วนได้เสีย มีมติไม่เห็นด้วยในการให้บริษัทย่อยของบริษัท 3 บริษัท คือ 

  • บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด เส้นเลือดใหญ่การชำระบิลใน 7-Eleven
  • บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด ผู้ดูแลระบบ All Member และการชำระเงิน 
  • บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ทำธุรกิจค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ภายใต้ชื่อ "Makro" และ ธุรกิจค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค ภายใต้ชื่อ "Lotus's" และธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าศูนย์การค้า

ถูกโยกย้ายเข้าไปอยู่ภายใต้ "บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACMH)" หัวหอกสำคัญในกลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ของ "บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (CPG)" ที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

โดยความเห็นของกรรมการผู้ไม่มีส่วนได้เสียนี้สอดคล้องกับความเห็นคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัท มติของกรรมการผู้ไม่มีส่วนได้เสียดังกล่าวข้างต้นยังไม่มีผล เพราะต้องได้รับการโหวต 3 ใน 4 จากที่ประชุมผู้ถือหุ้นจัดประชุมออนไลน์ในวันที่ 29 พ.ค.69

เดิมพันสูงลิ่ว!

บทวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส มองผลของการโหวตจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่จะเกิดขึ้นออกเป็น 2 กรณีดังนี้

  • กรณีที่ผู้ถือหุ้นโหวตให้โยก 3 บริษัทย่อยออกไปได้สิ่งที่อาจจะเกิดบริษัทย่อย คือ
  1. ขายทั้ง 3 บริษัทย่อยเข้า virtual bank และรับชำระเป็นเงินสด
  2. Swap หุ้น 3 บริษัทย่อย กับหุ้น virtual bank จะกระทบต่อรายได้และกำไรของ CPALL ทันที โดยเฉพาะกำไรที่ CPALL รับรู้จาก CPAXT ราว 5.6 พันล้านบาทในปี 2568 หรือราว 20% ของกำไรสุทธิของ CPALL ในปี 2568 ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท 

รวมทั้งน่าจะต้องรับรู้ผลขาดทุนในระยะแรกของ virtual bank ด้วย แต่ในระยะยาว 5 ปีขึ้นไป หาก virtual bank ประสบความสำเร็จคาด CPALL จะได้ประโยชน์จากทั้งกำไรที่ virtual bank ส่งต่อให้ รวมทั้ง cross selling ผ่าน 7-Eleven

  • กรณีผู้ถือหุ้นโหวตไม่ให้โยก 3 บริษัทย่อยจะไม่เกิดอะไรขึ้น

โดย CPALL ยังรับรู้รายได้และกำไรของทั้ง 3 บริษัทย่อยตามปกติ นอกจากนี้ CPAXT จะไม่ต้องลงทุนเพิ่ม (ไม่ได้เข้าไปถือ virtual bank) แต่จะเสียโอกาสการลงทุนตามกระแสฟินเทคไป

แม้ยังต้องรอมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นว่าจะโหวตให้ดีลนี้ผ่านหรือไม่แต่ข่าวนี้ถือ เป็น sentiment เชิงลบระยะสั้นต่อ CPALL เนื่องจากโครงสร้างของดีลนี้ยังไม่ชัดเจน โดยมี downside ที่จะทำให้กำไรของ CPALL ลดลง ในกรณีที่โหวตให้โยก 3 บริษัทย่อยออกไปได้ขณะที่ผลเชิงบวกต่อกำไรคาดจะเกิดในระยะยาว

ปัจจุบันฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “Buy” และคงราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 59.00 บาท แต่เชื่อว่าราคาหุ้นในระหว่างที่ยังไม่มีผลโหวตจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นออกมาจะถูกกดดัน

เพราะเชื่อว่านักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงจากการปรับโครงสร้างการลงทุนของ CPALL จะขายหุ้นออกมาก่อน เพราะมีความเสี่ยงในกรณีที่โหวตให้โยก 3 บริษัทย่อยได้ซึ่งจะมีผลต่อกำไรในระยะสั้นของ CPALL ทันที โดยคาดตลาดจะให้น้ำหนักกับผลกระทบเชิงลบระยะสั้น มากกว่าผลเชิงบวกในระยะยาว

CPALL เสี่ยงเสียของดี?

ฝ่ายวิจัย บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส มองว่าการปรับโครงสร้างที่เสนออาจจะกดดัน sentiment ของราคาหุ้น เนื่องจากอาจลดความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และเพิ่มความซับซ้อนของโครงสร้างโดยไม่จำเป็นสำหรับ CPALL หากได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น

ในด้านการมีส่วนร่วมทางการเงิน Counter Service และ Thai Smart Card มีกำไรสุทธิประมาณ 974 ล้านบาท และ 87 ล้านบาท ในปี 2024 (ประมาณ 4.2% ของกำไร CPALL ปี 2024)

ขณะที่ CPAXT มีกำไรสุทธิ 9,356 ล้านบาท ในปี 2025 (ประมาณ 18.2% ของกำไร CPALL ปี 2025 สำหรับสัดส่วนถือหุ้น 60%) สะท้อนความมีนัยสำคัญของสินทรัพย์เหล่านี้

ณ ขณะนี้ รายละเอียดของธุรกรรมยังไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม จากมูลค่าตลาดปัจจุบันของ CPAXT ที่ประมาณ 163,000 ล้านบาท เราเชื่อว่าเงื่อนไขของดีลที่อาจจะเกิดขึ้น อาจไม่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับการเข้าซื้อกิจการในอดีตของ CP Group ได้แก่ Makro (2013), Lotus’s (2020) (มูลค่าประมาณ 526,000 ล้านบาท)

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ของโครงสร้างดีลแบบไม่ใช้เงินสด (non-cash transaction) ซึ่งอาจเพิ่มความกังวลด้าน valuation หุ้น ในการแลกหุ้นมากขึ้น (ถ้าเป็นแนวทางนี้)

ธุรกิจหลักยังไปได้ดี

คาดการณ์กำไรหลัก (core profit) งวดไตรมาส 1/2569 ไว้ที่ 8.06 พันล้านบาท เติบโต 6.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 10.9% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ขยายตัวมาจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (7-Eleven) ที่แข็งแกร่งขึ้นและการขยายสาขา 7-Eleven อย่างต่อเนื่อง

รวมถึงยอดขายที่เติบโตและมาร์จิ้นที่ดีขึ้น คาดว่าไตรมาส 1/69 จะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเล็กน้อยที่ 20 ล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 8.08 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 11.3% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ด้านอัตรากำไรสุทธิ (net margin) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.1% ในไตรมาส 1/69

หากไม่รวม CPAXT คาดกำไรสุทธิของ 7-Eleven จะอยู่ที่ 6.49 พันล้านบาท ขยายตัว 8.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 13.4% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) หนุนโดยการขยายสาขา และ SSSG เป็นบวก รวมถึงรายได้อื่นเพิ่มขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น

สำหรับรายได้ 7-Eleven คาดไว้ที่ 120.7 พันล้านบาท เติบโต 5.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) มาจากการขยายสาขา +4.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และ SSSG ประมาณ +1.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

SSSG กลับมาเป็นบวก 1.5% ในไตรมาส 1/69 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย, การใช้จ่ายก่อนการเลือกตั้ง, จำนวนนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัว ทำให้จำนวนลูกค้าเพิ่มเป็น 976 คนต่อสาขาต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และขนาดการซื้อ (Ticket size) คาดอยู่ที่ 88 บาทต่อบิล ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

คาดว่า CPALL จะเร่งเปิดสาขาใหม่ประมาณ 200 สาขา ในไตรมาส 1/69 ทำให้จำนวนสาขารวมอยู่ที่ 16,145 สาขา ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 สอดคล้องกับเป้าหมายการเปิดสาขาใหม่ที่ 700 สาขาของปีนี้

กำไรหลักในไตรมาส 2/69 คาดลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ตามปัจจัยฤดูกาล แต่ยังเติบโตได้จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง อาจเป็นความเสี่ยงขาลงต่อการบริโภคและ SSSG ในไตรมาส 2/69

รวมถึงมีต้นทุนที่อาจเกิดจากการเปิดโครงการ Happitat ภายใต้ CPAXT แต่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ในทุกธุรกิจ โดยได้รับแรงหนุนจาก product mix ที่ดีขึ้น, การตั้งสำรองสินค้าคงคลังที่ลดลง

สำหรับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ โดยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันคิดเป็นน้อยกว่า 1% ของยอดขายรวม

อย่างไรก็ดีแนะนำซื้อสะสม CPALL เมื่อราคาอ่อนตัว ให้ราคาเป้าหมาย 65 บาท ณ ราคาปัจจุบันมี P/E ปีนี้ที่ 14 เท่า เทียบเท่ากับ Mean-1.1SD นับว่าไม่แพง

ทั้งนี้กำไรหลักเติบโตได้สม่าเสมอ เนื่องจากธุรกิจมีความ Defensive คาดการณ์กำไรหลักปี 2569-2570 ขยายตัวที่ 9% ต่อปี ประมาณการ Dividend Yiled ที่ราคาหุ้นปัจจุบัน ไว้ที่ 3.5% และ 3.9% ตามลำดับ

29 พฤษภาคม วันพิพากษา ศึกชี้ชะตาที่ไม่มี "กลุ่มซีพี" ในสมการ

บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุเช่นกันว่า CPALL กรรมการอิสระไม่เห็นด้วยกับการย้ายธุรกิจ Counter Service, Thai Smart Card และ CPAXT ไปอยู่ภายใต้ Virtual Bank (ACM) ของเครือ CP โดยให้เหตุผลว่าอาจกระทบต่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและความสัมพันธ์กับธนาคารพาณิชย์อื่น 

ทั้งนี้บริษัทจะจัดประชุม EGM วันที่ 29 พ.ค.2569 ซึ่งต้องใช้เสียงเห็นชอบ 3 ใน 4 ของผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิ หากโหวตไม่ผ่านโครงสร้างจะคงเดิม แต่หากผ่านจะต้องมีการปรับโครงสร้างเพิ่มเติม โดยรายละเอียดรอหนังสือเชิญประชุม มองเป็นกลางต่อประเด็นดังกล่าว แต่คาดราคาหุ้นระยะสั้นมี overhang จากความไม่แน่นอน เนื่องจากทั้ง 3 ธุรกิจมีสัดส่วนกำไรราว 20–25% ของ CPALL

ที่สำคัญที่สุด! งานนี้กลุ่มซีพีซึ่งถือหุ้นอยู่ราว 35.9% จะ "ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงโหวต" เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ทำให้คะแนนเสียงทั้งหมดตกอยู่ในมือของผู้ถือหุ้นรายย่อยและสถาบันที่จะเป็นคนชี้ขาดว่า ดีลประวัติศาสตร์นี้จะ "ไปต่อ" หรือ "พอแค่นี้" ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ปกคลุมราคาหุ้น CPALL และ CPAXT ไปจนกว่าจะได้ข้อยุติ.

ข่าวล่าสุด

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือไทย สมายล์ บัส มอบหน้ากากอนามัย ช่วยชาวเวียงแหงรับมือปัญหาฝุ่นควัน