กว่าจะมาเป็น บล.บียอนด์ สู่การฮุบ บล. คิงส์ฟอร์ด ปั้นอาณาจักรโบรกเกอร์ TOP 5
ย้อนรอย บล.บียอนด์ จาก “ซิลโก้” สู่กลุ่ม EA ก่อนทุ่มกว่า 374 ล้านบาท ซื้อ บล.คิงส์ฟอร์ด ปรับเป็นโฮลดิ้ง โอนกิจการหลักทรัพย์รวมศูนย์ หวังผงาดอันดับ 5 โบรกเกอร์ไทย
KEY
POINTS
- ย้อนรอย บล.บียอนด์ จาก “ซิลโก้” สู่กลุ่ม EA เข้าซื้อกิจการบริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด (KFS) ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 374 ล้านบาท
- การควบรวมกิจการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อขยายฐานลูกค้าและส่วนแบ่งการตลาด ผลักดันให้บริษัทก้าวขึ้นสู่อันดับ 5 ของอุตสาหกรรมโบรกเกอร์ไทย
- หลังการซื้อกิจการ BYD จะปรับโครงสร้างเป็น Holding Company และโอนธุรกิจหลักทรัพย์ทั้งหมดให้ KFS เป็นบริษัทแกนหลักในการดำเนินงาน
วงการตลาดทุนไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BYD มีมติเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 อนุมัติแผนเข้าลงทุนใน บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) หรือ KFS การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อกิจการทั่วไป แต่คือยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อเป้าหมายการก้าวขึ้นสู่อันดับ 5 ของโบรกเกอร์ไทย
ดีล 374 ล้านบาท วางรากฐานและอัดฉีดสภาพคล่อง
การเข้าลงทุนในครั้งนี้มีมูลค่ารวมกว่า 374.56 ล้านบาท โดย BYD ได้วางแผนสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้กับกลุ่ม KFS ตั้งแต่ก่อนกระบวนการถือหุ้นจะเสร็จสิ้น ดังนี้
- การสร้างเสถียรภาพทางการเงิน BYD ให้เงินกู้ยืมแก่ บริษัท คิงส์ฟอร์ด โฮลงดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KFH จำนวน 30 ล้านบาท โดยใช้หุ้น KFS 90% เป็นหลักประกัน พร้อมให้เงินกู้ยืมด้อยสิทธิแก่ KFS อีกไม่เกิน 100 ล้านบาท เพื่อรักษาระดับเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ (NC) และอัตราส่วนเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ (NCR) ให้เป็นไปตามเกณฑ์
- แผนการลงทุน 2 ระยะ
1. การซื้อหุ้นเดิม: เข้าซื้อหุ้น KFS จาก KFH จำนวน 850.50 ล้านหุ้น (90%) ในราคาหุ้นละ 0.04404 บาท รวมประมาณ 37.46 ล้านบาท ทำให้ KFS กลายเป็นบริษัทย่อยของ BYD ทันที
2. การเพิ่มทุน (RO): ลงทุนเพิ่มเติมในหุ้นเพิ่มทุนที่ออกใหม่ของ KFS ตามสัดส่วน 90% จำนวน 7,654.50 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.04404 บาท รวมมูลค่าประมาณ 337.10 ล้านบาท
โมเดลธุรกิจใหม่ BYD เป็น Holding-KFS เป็น Flagship
ภายหลังการควบรวมที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 2/2569 BYD จะปรับโครงสร้างภายในอย่างเป็นระบบเพื่อความชัดเจนในการดำเนินงาน
- การโอนกิจการ: BYD จะโอนสินทรัพย์ หนี้สิน พนักงาน ระบบงาน และบัญชีลูกค้าทั้งหมดในส่วนธุรกิจหลักทรัพย์ไปรวมไว้ที่ KFS
- บทบาทใหม่ของ BYD: จะเปลี่ยนสถานะเป็น Holding Company โดยมี KFS ทำหน้าที่เป็น บริษัทแกน (Flagship Company) ในการดำเนินธุรกิจหลักทรัพย์
- การจัดการใบอนุญาต: BYD จะคืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. แต่จะยังคงเก็บใบอนุญาตที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor) ไว้ดำเนินงานภายใต้บริษัทแม่ต่อไป
3 กลยุทธ์สร้าง Synergy และความได้เปรียบทางการแข่งขัน
การรวมธุรกิจครั้งนี้มุ่งเน้นผลประโยชน์หลัก 3 ด้าน
1. การขยายฐานลูกค้าและ Market Share: การรวมทรัพยากรจะช่วยขยายฐานลูกค้าทั้งรายย่อยและสถาบัน เพิ่มมูลค่าการซื้อขายและส่วนแบ่งการตลาด ซึ่งจะช่วยผลักดันให้กลุ่มบริษัทก้าวสู่อันดับ 5 ของอุตสาหกรรม จากทั้งหมด 35 แห่ง
2. ประสิทธิภาพและ Economy of Scale: ลดความซ้ำซ้อนของต้นทุนการดำเนินงาน บริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดจำนวนคู่แข่งในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
3. บริการครบวงจร (One-stop Service): สร้างโอกาสในการทำ Cross-selling ระหว่างผลิตภัณฑ์ เช่น นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ การบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และงานที่ปรึกษาทางการเงิน ผ่านฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งของ KFS
บล.บียอนด์ เส้นทางเปลี่ยนผ่าน 5 ทศวรรษ
เส้นทางของ BYD มีจุดเริ่มต้นที่ยาวนานและผ่านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นและชื่อบริษัทมาหลายยุคสมัย
- จุดเริ่มต้น (2514): ก่อตั้งในชื่อ บริษัท ซิลโก้ จำกัด โดยได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ 4 ประเภท ได้แก่ นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ค้าหลักทรัพย์ ที่ปรึกษาการลงทุน และจัดจำหน่ายหลักทรัพย์
- ยุคยูไนเต็ด (2532-2554): กลุ่ม “ว่องกุศลกิจ” และ “เจนวัฒนวิทย์” เข้าซื้อกิจการและเปลี่ยนชื่อเป็น บล.ยูไนเต็ด ก่อนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2544 ต่อมาในปี 2549 กลุ่ม เอ.พี.เอฟ. โฮลดิ้งส์ เข้าถือหุ้นใหญ่ และในปี 2554 บล.ยูโอบีเคย์เฮียน ได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหม่
- ยุค AEC (2556): กลุ่มนายประพล มิลินทจินดา เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดและเปลี่ยนชื่อเป็น บล.เออีซี (AEC)
- กำเนิด BYD และพันธมิตร EA (2564-ปัจจุบัน): บริษัทเปลี่ยนชื่อเป็น บล.บียอนด์ (BYD) เพื่อยกระดับสู่การเป็น Holding Company จนกระทั่งปี 2565 บริษัท อีเอ โมบิลิตี โฮลดิง จำกัด (บริษัทย่อยของ EA) ได้เข้าถือหุ้นใหญ่เป็นอันดับ 1 ในสัดส่วน 19.97%
การเข้าซื้อกิจการ KFS ในครั้งนี้ จึงถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้ BYD ไม่เพียงแต่จะเป็นบริษัทของคนไทยที่ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ครบวงจรเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความได้เปรียบเชิงขนาด (Scale) เพื่อความยั่งยืนในสมรภูมิตลาดทุนที่มีการแข่งขันดุเดือด


