มรสุมโลกใหม่ถล่มไทย 4 ระลอก! ดร.กอบศักดิ์ ชี้ทางรอด New Thailand
"ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล" เตือนโลกเข้าสู่ยุค Never Normal สงครามการค้าปะทุ ไทยต้องเปลี่ยนวันนี้ ไม่งั้นอยู่ไม่รอด
KEY
POINTS
- "ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล" เตือนโลกเข้าสู่ยุค Never Normal
- สงครามการค้าปะทุ ไทยต้องเปลี่ยนวันนี้ ไม่งั้นอยู่ไม่รอด
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "แรงสั่นสะเทือนจากสงครามการค้า : ภาษีสหรัฐและผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจไทย" ว่า โลกที่เราเคยรู้จักได้จบลงอย่างถาวรแล้ว และเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Never Normal หรือยุคแห่งความผันผวนแบบสุดขั้ว
เปรียบเสมือนสภาวะมังกรเล่นน้ำที่พร้อมจะพ่นไฟและฟาดหัวฟาดหางใส่ธุรกิจต่างๆตลอดเวลา โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่จะอยู่รอดได้ยากหากไม่เร่งปรับตัว
ในช่วง 3 ปีต่อจากนี้คือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดจากการเผชิญหน้าของมหาอำนาจ เมื่อกติกาโลกเปลี่ยนไปจนข้อตกลงทางการค้ากลายเป็นเพียงเศษกระดาษที่ผู้นำพร้อมจะขยำทิ้งตามความพอใจ
สงครามการค้าครั้งนี้ไม่ได้มีแค่กำแพงภาษีธรรมดา แต่จะรุนแรงถึงขั้นการใช้ภาษีลำดับที่สองและสาม (Secondary & Tertiary Tariff) ซึ่งอาจพุ่งสูงถึง 500% สำหรับใครก็ตามที่ทำธุรกิจกับประเทศคู่ขัดแย้ง
แรงสั่นสะเทือนนี้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยใน 4 ระลอกคลื่นสำคัญ
- ความผันผวนในตลาดทุน เราเห็นราคาทองคำพุ่งทะยานจากการหนีออกจากสกุลเงินดอลลาร์
- สินค้าจีนทะลัก เมื่อจีนส่งของไปสหรัฐฯ ไม่ได้สินค้าราคาถูกจำนวนมหาศาลจะหลั่งไหลเข้าสู่อาเซียนและไทย
- การย้ายฐานการผลิต เงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) กำลังไหลออกจากจีนมุ่งสู่ไทย
- การลดการพึ่งพาดอลลาร์ (Dedollarization) ที่ทำให้ค่าเงินบาทผันผวนตามการอ่อนค่าของดอลลาร์
ขณะที่พายุภายนอกกำลังโหมกระหน่ำ ภายในบ้านเราเองก็กำลังเผชิญกับ "วิกฤตโต๊ะบุฟเฟต์" ของกองทุนประกันสังคม ปัจจุบันเราเหมือนคนที่เข้าทานบุฟเฟต์กลุ่มแรกที่ตักอาหารได้อย่างเต็มที่ แต่ด้วยโครงสร้างสังคมสูงวัยและเด็กเกิดน้อยลง
หากไม่รีบปฏิรูป แรงงานรุ่นใหม่ที่จ่ายเงินสมทบในวันนี้อาจเหลือเพียง "ข้าวเปล่า" ให้รับประทานในวันที่เกษียณ การฝากเงินไว้กับธนาคารที่ให้ผลตอบแทนเพียง 2% จะทำให้เรามีเงินใช้ถึงเพียงอายุ 70 ปีเท่านั้น
แต่หากปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เป็นมืออาชีพเหมือนธนาคารแห่งประเทศไทยและเพิ่มผลตอบแทนได้เพียง 1% ก็จะสามารถยืดอายุกองทุนออกไปได้อีกกว่า 5 ปี
อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตนี้ยังมี "โอกาสทอง" สำหรับการแจ้งเกิดของ New Thailand ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็น Top 5 ของโลกในด้านการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) และเป็นศูนย์กลางรถยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ที่ดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก จนคาดว่ายอดผลิตรถยนต์จะพุ่งสู่ระดับ 2.5 ล้านคัน รวมถึงการเป็นฐานที่ตั้งของ Data Center และสำนักงานใหญ่ข้ามชาติที่หนีต้นทุนสูงจากสิงคโปร์มาพึ่งพิงไทย
กลยุทธ์การอยู่รอดในโลกใบใหม่นี้คือ อย่าหลอกตัวเองและอย่าฝากอนาคตไว้กับมหาอำนาจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ผู้ประกอบการต้องกล้าทิ้งเทคโนโลยีเก่า เร่งเข้าสู่เซกเตอร์ใหม่ (New Sector) ลงทุนอย่างระมัดระวังเพื่อรักษาสภาพคล่อง
และกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ อย่าง อินเดีย หรือ ตะวันออกกลาง การเร่งตัดสินใจและเปลี่ยนผ่านสู่ฐานเศรษฐกิจใหม่คือทางรอดเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาคึกคักได้อีกครั้งในอนาคต.


