หุ้นไทยกลับลำ! จากรีบาวด์แรง สู่โหมด Wait & See รอชี้ชะตา FED สัปดาห์หน้า
ตลาดหุ้นไทยเดือนพฤศจิกายนเข้าโหมด Wait & See จากรีบาวด์แรง SET กลับร่วงกว่า 4% มูลค่าการซื้อขายเหลือเพียง 35,000 ล้านบาท "ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร" ชี้ทั้งโลกรอฟังผลประชุม FED สัปดาห์หน้าว่าจะลดดอกเบี้ยหรือไม่ พร้อมความหวังมาตรการรัฐหนุนส่งท้ายปี
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทยเดือนพฤศจิกายนเข้าโหมด Wait & See จากรีบาวด์แรง SET กลับร่วงกว่า 4% มูลค่าการซื้อขายเหลือเพียง 35,000 ล้านบาท
- "ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร" ชี้ทั้งโลกรอฟังผลประชุม FED สัปดาห์หน้าว่าจะลดดอกเบี้ยหรือไม่ พร้อมความหวังมาตรการรัฐหนุนส่งท้ายปี
ตลาดหุ้นไทย สุดพลิกผัน! เดือนพฤศจิกายน
หากย้อนกลับไปในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2568 หุ้นไทยเคยรีบาวด์ขึ้นอย่างแข็งแกร่งจนเกือบจะสูงสุดในภูมิภาค แต่ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ภาพรวมกลับกันอย่างสิ้นเชิง
โดยดัชนีปรับลดลงไปประมาณ 4% ขณะที่มูลค่าซื้อขายก็ค่อนข้างเบาบางลง โดยอยู่ที่ประมาณ 35,000 ล้านบาท
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร และโครงการกลยุทธ์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เผยว่าสาเหตุหลักที่ขับเคลื่อนตลาดในขณะนี้คือปรากฏการณ์ที่ทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วง "Wait and See" โดยรอการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ว่าจะลดดอกเบี้ยหรือไม่ในการประชุมกลางสัปดาห์หน้า
การตัดสินใจครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการส่งสัญญาณถึงการซัพพอร์ตเศรษฐกิจและตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดโลก
ความไม่แน่นอนนี้เกิดจากการที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เพิ่งเปิดเผยออกมานั้นเริ่มมีสัญญาณของความอ่อนแอ (Weakness) ทั้งตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาไม่ค่อยดี และตัวเลขเงินเฟ้อที่ค่อนข้างสูง ซึ่งทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า Fed น่าจะให้น้ำหนักไปในทิศทางของการ "ประคับประคองเศรษฐกิจ" มากกว่า และมีแนวโน้มที่จะลดดอกเบี้ย
โค้ง 3 Low Season ลุ้นตัวช่วย Q4/68
สำหรับเศรษฐกิจไทย ตัวเลขไตรมาส 3/68 ออกมา "ไม่สู้ดี" ทั้งในส่วนของ GDP และ earning ของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 3/68 ถือเป็นไตรมาสที่เป็น Low Season อยู่แล้วทุกปี ทั้งด้านการท่องเที่ยวและการส่งออก ซึ่งการส่งออกได้ถูกเร่งไปแล้วในไตรมาส 1 และ 2 จากผลของเรื่องทำ Tariff
สิ่งที่ตลาดกำลังจับตาเพื่อเป็น "Little Green Light" ในไตรมาส 4/68 คือ มาตรการกระตุ้นของภาครัฐที่จะช่วยผลักดันการบริโภคในประเทศให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยฉุด คือเรื่องของสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น หาดใหญ่ ส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจ การส่งออก และการท่องเที่ยว
"เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/68 ขยายตัว 1.2% ชะลอลงจาก 2.8% ไตรมาส 2/68 จากการส่งออกและท่องเที่ยวชะลอตัว รวมทั้งการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคและการลงทุนภาครัฐปรับลดลง รวมทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลกระทบต่อยอดขายของบริษัทจดทะเบียนในเกือบทุกหมวดธุรกิจอย่างชัดเจน นอกจากนี้ สถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ที่เกิดขึ้นนอกเหนือความคาดหมายส่งกระทบเพิ่มเติมต่อภาวะการลงทุน อย่างไรก็ดี ยังเห็นเงินทุนไหลเข้าในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาการขายสุทธิของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) จะลดลงในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี"
แนวโน้มการลงทุนระยะยาว AI และ Emerging Markets มองว่ายังคงมีการเติบโตอยู่ในตลาดโลก และยังคงให้ความสนใจกับตลาดสหรัฐฯ และกลุ่ม Emerging Economy มีสัญญาณที่น่าสนใจคือ แนวโน้มการกระจายเงินลงทุนที่เริ่มทยอยออกจากการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ หรือที่เรียกกันว่า "7 นางฟ้า" ไปสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Economy) แม้ว่าเงินทุนดังกล่าวยังไม่ได้ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างชัดเจน แต่เป็นเทรนด์ระยะยาวที่น่าจับตามอง
สำหรับเมกะเทรนด์อย่าง AI นั้น นักลงทุนยังมองว่า AI เป็นโครงสร้างที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกำไร แต่จุดชี้ชะตาที่สำคัญคือ "การสร้างรายได้" (Monetization) คือบริษัทจะสามารถสร้างรายได้จากเทคโนโลยี AI ได้อย่างไร ไม่ใช่แค่การลงทุนเท่านั้น นักลงทุนจึงมีความระมัดระวัง (Cautious) มากขึ้น โดยเฉพาะต่อบริษัทที่มีการกู้เงินเพื่อลงทุน (De funded capex) จำนวนมาก
การลงทุนในปี 2569 จึงมีแนวโน้มที่จะต้องมีการกระจายพอร์ตมากขึ้น จาก US Mega Cap ไปสู่ Small Value Equity และ Non-US Equity ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าตลาด Emerging Economy กำลังเป็นที่สนใจ.


