
IMF เตือนฟองสบู่ AI เสี่ยงลามวิกฤตการเงินโลก จับตาเงินทุนไหลออกกดดันเงินบาท
IMF เปิด 3 ความเสี่ยงใหญ่เขย่าเสถียรภาพการเงินโลก ทั้งตลาด AI ปรับฐาน บอนด์ยีลด์พุ่ง และภัยไซเบอร์ ชี้แม้หุ้น AI ยังมีผลกำไรหนุน แต่ความเสี่ยงอยู่ที่การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป ด้านไทยอาจเผชิญแรงกดดันเงินทุนไหลออกและเงินบาทอ่อนค่า หากตลาด AI พลิกทิศ
KEY
POINTS
- IMF เปิด 3 ความเสี่ยงใหญ่เขย่าเสถียรภาพการเงินโลก ทั้งตลาด AI ปรับฐาน บอนด์ยีลด์พุ่ง และภัยไซเบอร์
- ชี้แม้หุ้น AI ยังมีผลกำไรหนุน แต่ความเสี่ยงอยู่ที่การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป
- ด้านไทยอาจเผชิญแรงกดดันเงินทุนไหลออกและเงินบาทอ่อนค่า หากตลาด AI พลิกทิศ
ความร้อนแรงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเป็นเครื่องยนต์สำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตลาดหุ้นทั่วโลก อาจกลายเป็นความเสี่ยงลูกใหญ่ของระบบการเงิน หากความคาดหวังของนักลงทุนไม่สอดคล้องกับความสามารถในการสร้างผลกำไรและรายได้จริง
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ส่งสัญญาณเตือนผ่านรายงานเสถียรภาพการเงินโลก (Global Financial Stability Report: GFSR) ประจำเดือนตุลาคม 2569 ว่า แม้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกยังเปิดรับความเสี่ยงในระดับสูง
จากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนและความคาดหวังต่อเทคโนโลยี AI แต่ความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่งไม่ได้หมายความว่าระบบการเงินจะปลอดภัยจากแรงกระแทก
IMF ชี้ 3 ความเสี่ยงหลักที่ต้องจับตา ได้แก่ การปรับฐานของตลาด AI ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริง การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในหลายประเทศ และภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจทำให้บริการทางการเงินหยุดชะงักและบั่นทอนความเชื่อมั่นของตลาด
เปิดความเสี่ยง AI สะเทือนตลาดหุ้นทั่วโลก
Athanasios Vamvakidis รองผู้อำนวยการฝ่ายตลาดเงินและตลาดทุน IMF ระบุว่า การปรับฐานของตลาด AI มีโอกาสส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริง เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจและราคาสินทรัพย์ทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา
แม้อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) ของหุ้นกลุ่ม AI จะยังไม่ได้อยู่ในระดับสูงเกินไปเมื่อเทียบกับบางช่วงในอดีต โดยมีผลประกอบการที่เติบโตดีกว่าคาดเป็นปัจจัยสนับสนุน แต่ความเสี่ยงสำคัญคือการที่ตลาดและเศรษฐกิจพึ่งพาอุตสาหกรรมนี้มากเกินไป
หากผลกำไรในอนาคตไม่เป็นไปตามความคาดหวัง หรือเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมาย อาจทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหากต้นทุนทางการเงินเพิ่มสูงขึ้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวขึ้น
IMF ยังชี้ถึงความแตกต่างระหว่างสถานการณ์ปัจจุบันกับวิกฤตหุ้นเทคโนโลยีดอทคอม (Dot-com) ในอดีต โดยช่วงดังกล่าวมีหุ้นจำนวนมากที่ราคาพุ่งสูงโดยยังไม่มีผลกำไรรองรับ ขณะที่บริษัท AI ในปัจจุบันมีผลกำไรจริงและหลายแห่งทำผลงานได้ดีกว่าคาด
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงรอบนี้อยู่ที่การกระจุกตัวของการถือครองสินทรัพย์ AI ของสหรัฐฯ โดยนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งอยู่ในระดับสูงมาก หากเกิดการปรับฐานอย่างรุนแรง ผลกระทบอาจลุกลามผ่านความมั่งคั่งที่ลดลง (Wealth Effect) สภาพคล่องในตลาด และการใช้จ่ายในเศรษฐกิจจริง
จับตา Circular Funding เดิมพันรายได้ AI 1.4 ล้านล้านดอลลาร์
อีกประเด็นที่ IMF ให้ความสำคัญคือโครงสร้างการจัดหาเงินทุนในอุตสาหกรรม AI หรือ Circular Funding ซึ่งอาจเพิ่มความเปราะบาง หากรายได้ที่คาดการณ์ไว้ไม่เกิดขึ้นจริง
Jason Wu ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายตลาดเงินและตลาดทุน IMF เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ธุรกรรมสาธารณะ 14 รายการ พบโครงสร้างการจัดหาเงินทุนในรูปแบบการลงทุนในหุ้นประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์
และการก่อหนี้ประมาณ 650,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงโครงสร้างทางการเงินนอกงบดุล เพื่อแลกกับข้อผูกพันด้านรายได้ในอนาคตสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์
ความเสี่ยงสำคัญคือ หากธุรกิจไม่สามารถเปลี่ยนการลงทุน AI ให้เป็นรายได้ได้ตามเป้าหมาย อาจเกิดผลกระทบพร้อมกัน 3 ด้าน ได้แก่ มูลค่าหุ้นลดลง ความสามารถในการชำระหนี้อ่อนแอลง และรายได้ในอนาคตที่คาดการณ์ไว้ไม่เกิดขึ้นจริง
IMF เตือนว่า หากความคาดหวังต่อ AI ถูกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะหุ้นเทคโนโลยี แต่สามารถส่งผ่านไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่น ทำให้ส่วนต่างผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยง (Credit Spreads) กว้างขึ้น และเพิ่มความตึงตัวในตลาดการเงินโลก
ที่น่ากังวลคือ พื้นที่ในการใช้นโยบายการเงินและการคลังเพื่อรองรับวิกฤตในปัจจุบันมีจำกัดกว่าบางช่วงที่ผ่านมา จึงไม่ควรตั้งสมมติฐานว่ารัฐบาลและธนาคารกลางจะสามารถเข้ามาพยุงตลาดได้เต็มที่เหมือนวิกฤตครั้งก่อน
ไทยเสี่ยงเงินทุนไหลออก
สำหรับประเทศไทย Jason Wu ตอบคำถามผู้สื่อข่าวจาก The Standard ว่า การส่งออกฮาร์ดแวร์ AI ของไทยเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยชดเชยผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น และสนับสนุนดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากตลาด AI เกิดการปรับฐาน ผลกระทบต่อไทยอาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคการส่งออกฮาร์ดแวร์ แต่ยังอาจส่งผ่านการประเมินมูลค่าสินทรัพย์และความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก
ในสถานการณ์ดังกล่าว ไทยอาจเผชิญแรงกดดันจากเงินทุนไหลออก ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง โดย IMF มองว่าอัตราแลกเปลี่ยนควรทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับแรงกระแทก (Shock Absorber) เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจปรับตัวต่อความผันผวนจากภายนอก
ข้อเสนอสำคัญคือ ไทยและประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสะสมกันชนทางการเงินไว้ล่วงหน้า ก่อนที่ความผันผวนในตลาดโลกจะกลายเป็นแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ
สำหรับนักลงทุน ประเด็นที่ต้องติดตามจึงไม่ใช่เพียงว่าบริษัท AI จะยังเติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่ แต่ต้องประเมินด้วยว่าผลกำไรสามารถรองรับมูลค่าหุ้นและเม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นได้มากเพียงใด รวมถึงความเสี่ยงที่อาจส่งผ่านจากตลาดหุ้นไปยังอัตราแลกเปลี่ยน เงินทุนเคลื่อนย้าย และต้นทุนทางการเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่
บอนด์ยีลด์สูงขึ้น ท้าทายเสถียรภาพการเงิน
นอกจากความเสี่ยงจาก AI แล้ว IMF ยังจับตาการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในหลายประเทศ ซึ่งเป็นผลจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ราคาพลังงานที่ผันผวน และปริมาณการออกพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมาก ขณะที่ธนาคารกลางกำลังลดขนาดงบดุล
IMF มองว่า การเพิ่มขึ้นของบอนด์ยีลด์ส่วนหนึ่งสะท้อนการกลับเข้าสู่ภาวะปกติก่อนวิกฤตการเงินโลก หลังจากตลาดเคยอยู่ในยุคอัตราดอกเบี้ยต่ำมากและมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เป็นเวลานาน
อีกด้านหนึ่ง บอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้นทำให้ตลาดกลับมาประเมินความเสี่ยงด้านการคลังและเงินเฟ้อตามความเป็นจริงมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่มีความไม่สมดุลทางการคลังและต้องพึ่งพาการกู้ยืมในระดับสูง
สำหรับตลาดเกิดใหม่ แม้ส่วนต่างผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงของสินทรัพย์จะอยู่ในระดับต่ำมาก แต่หากผลตอบแทนพันธบัตรในประเทศพัฒนาแล้วปรับขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจทำให้ส่วนต่างความเสี่ยงของตลาดเกิดใหม่กว้างขึ้นและต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
IMF จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งลดความไม่สมดุลทางการคลังและนำหนี้สาธารณะกลับสู่ระดับที่ยั่งยืน ขณะที่นโยบายการเงินต้องให้ความสำคัญกับเป้าหมายเงินเฟ้อ การสื่อสารที่โปร่งใส และการรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
เตือนภัยไซเบอร์ ภัยคุกคามใหม่ของระบบการเงิน
อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามคือภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดย Caio Ferreira รองหัวหน้าฝ่ายตลาดเงินและตลาดทุน IMF ระบุว่า ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญประกอบด้วยการเข้าสู่ระบบดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น การกระจุกตัวของบริการเทคโนโลยีและคลาวด์ในผู้ให้บริการบางราย และการนำเครื่องมือ AI มาใช้โดยอาชญากรไซเบอร์
IMF ประเมินว่าทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ประมาณ 40% ซึ่งเพิ่มความท้าทายในการป้องกันและรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อนขึ้น
ประเทศตลาดเกิดใหม่มีความเปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร จึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ การรายงานเหตุการณ์ผิดปกติ และกลไกประสานงานเมื่อเกิดวิกฤต ส่วนประเทศพัฒนาแล้วควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและทดสอบความต่อเนื่องในการดำเนินงานของผู้ให้บริการภายนอกรายสำคัญ
ขณะเดียวกัน IMF ยังแสดงความกังวลต่อกองทุนเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) ที่ใช้เลเวอเรจสูงและมีการลงทุนกระจุกตัว โดยเสนอให้พิจารณาการชำระราคาและส่งมอบธุรกรรมพันธบัตรผ่านองค์กรกลาง (Central Counterparties: CCPs) เพื่อลดความเสี่ยงคู่สัญญาและรักษาสภาพคล่องในตลาดเมื่อเกิดความตึงตัว
บทสรุปของ IMF คือ ช่วงเวลาที่ตลาดยังมีความยืดหยุ่นและความเชื่อมั่นแข็งแกร่ง ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้ชะลอการเตรียมพร้อมรับความเสี่ยง แต่ควรเป็นโอกาสในการสะสมกันชนทางการเงิน เสริมความแข็งแกร่งของระบบสถาบัน และยกระดับการกำกับดูแล เพื่อรับมือกับแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด
สำหรับประเทศไทย ความท้าทายอยู่ที่การรักษาประโยชน์จากกระแสลงทุน AI และการส่งออกฮาร์ดแวร์ ควบคู่กับการเตรียมรับความผันผวนของตลาดทุนโลก เพราะหากความเชื่อมั่นใน AI เปลี่ยนทิศ ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่หุ้นเทคโนโลยี แต่สามารถส่งผ่านมาถึงเงินทุนเคลื่อนย้าย ค่าเงินบาท และเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยได้เช่นกัน.







