
IMF ชู AI ดันเศรษฐกิจโลกโต 3% เตือนไทยรับมือวิกฤตแก่ก่อนรวย
คริสตาลินา จอร์เจียวา เปิดเวทีประชุม IMF-World Bank 2026 ชี้ลงทุน AI ดันเศรษฐกิจโลกโต 3% ย้ำเอเชียถึงจุดเปลี่ยน เตือนไทยเร่งเพิ่มผลิตภาพสู้ปมแก่ก่อนรวย
KEY
POINTS
- IMF ชี้ว่าการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้เติบโตได้ 3% ท่ามกลางวิกฤตต่างๆ
- IMF เตือนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยง "แก่ก่อนรวย" เนื่องจากเข้าสู่สังคมสูงวัยและมีประชากรวัยแรงงานหดตัวลงอย่างรวดเร็ว
- ทางรอดของไทยคือการเร่งนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพและชดเชยกำลังแรงงานที่หายไป แต่ปัจจุบันไทยยังมีความพร้อมในระดับปานกลาง
IMF ชี้เอเชียถึง “จุดเปลี่ยน” เตือนไทยเสี่ยง “แก่ก่อนรวย” ผลิตภาพ-AI คือทางรอด
การประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) เปิดฉากวันแรกอย่างเป็นทางการ ณ กรุงเทพมหานคร
โดยประเด็นสำคัญมุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจเอเชีย ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติทางเทคโนโลยีและวิกฤตโครงสร้างประชากร
นางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวเปิดการประชุมโดยเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีต่อเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ระบุว่า
การลงทุนอย่างมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เปรียบเสมือน "แรงกระแทกเชิงบวกทั้งด้านอุปสงค์และการลงทุน (Demand shock, an investment shock)" ซึ่งช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวได้ที่ระดับ 3% แม้จะถูกฉุดรั้งจากวิกฤตอุปทานพลังงานก็ตาม
"การเปลี่ยนเกียร์สู่การลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงคือสิ่งที่พยุงเศรษฐกิจโลกไว้" นางจอร์เจียวากล่าว พร้อมเสริมว่ากระแสการลงทุนนี้สร้างผลประโยชน์มหาศาลต่อประเทศในเอเชียที่เป็นห่วงโซ่อุปทานการผลิตฮาร์ดแวร์ รวมถึงประเทศไทย"
คาดว่า AI จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วของภูมิภาคได้ 0.5 ถึง 1.0 เปอร์เซ็นต์ และ 0.2 ถึง 0.8 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
เปิดรายงาน Shaping the Future of Asia: เอเชียถึงจุดเปลี่ยน
ภายในงาน นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF ได้นำเสนอรายงานฉบับใหม่ “Shaping the Future of Asia: Opportunities and Challenges”
ซึ่งประเมินว่าภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญ เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดิมตลอด 35 ปี ทั้งแรงงานราคาถูก การส่งออกภาคการผลิต และการเปิดเสรีการค้าโลก เริ่มหมดแรงลง พร้อมกับสัญญาณ "Peak Manufacturing"
แม้เอเชียจะมีอัตราการลงทุนต่อจีดีพีสูงถึง 27% (สูงกว่ายุโรปและสหรัฐฯ) แต่ผลตอบแทนกลับลดลง สะท้อนถึงภาวะ “การจัดสรรทุนผิดที่”
ที่กระจุกตัวในบริษัทขนาดใหญ่และรัฐวิสาหกิจ IMF จึงเสนอให้ภูมิภาคเร่งปฏิรูปตลาดทุน ลดการแทรกแซงจากรัฐ และดึงนักลงทุนสถาบันเข้าสู่ตลาดเพื่อช่วยเหลือธุรกิจ SME
ไทยติดกลุ่ม Post-dividend เผชิญความเสี่ยง "แก่ก่อนรวย"
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดสำหรับประเทศไทยคือ “การเปลี่ยนผ่านทางประชากร” รายงานระบุว่าไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Post-dividend ร่วมกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน
ซึ่งหมายถึงกลุ่มประเทศที่วัยแรงงานหดตัวแล้ว โดยคาดว่ากลุ่มนี้จะสูญเสียประชากรวัยแรงงานราว 1 ใน 4 ภายในปี 2593
IMF ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า ประเทศไทยและเวียดนาม “เสี่ยงที่จะแก่ก่อนที่จะรวย” ในขณะที่ศูนย์กลางแรงงานใหม่กำลังย้ายไปสู่เอเชียใต้ ผลพวงที่ตามมาคือ
“ระเบิดเวลาการคลัง” ทั้งรายจ่ายด้านบำนาญและสาธารณสุข โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่จะเผชิญต้นทุนสาธารณสุขพุ่งสูงที่สุด
เคียงข้างออสเตรเลียและญี่ปุ่น แม้ที่ผ่านมาไทยจะได้รับคำชมเรื่องการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) ก็ตาม แต่ความท้าทายต่อไปคืออัตราเงินสมทบเข้ากองทุนบำนาญที่ยังต่ำเพียง 10%
AI ตัวแปรชี้ขาดเศรษฐกิจไทย
ความหวังหลักในการกู้สถานการณ์คือการใช้ AI เพื่อชดเชยกำลังแรงงานที่หายไป อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าไทย มาเลเซีย และเวียดนาม ยังมีความพร้อมด้าน AI ในระดับ "ปานกลาง" ซึ่งคาดว่าจะปรับโครงสร้างการผลิตสู่ AI ได้เต็มรูปแบบในช่วงทศวรรษ 2030 ถึง 2040
นั่นหมายความว่า ไทยจะเผชิญหน้ากับ "ทศวรรษแห่งความท้าทาย" ที่กำลังแรงงานหดตัวลงอย่างรุนแรงก่อนที่ผลิตภาพจาก AI จะเข้ามาทดแทนได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ดี ไทยยังมีแต้มต่อในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินดิจิทัล (PromptPay) ที่ก้าวล้ำและถูกยกเป็นต้นแบบการลดต้นทุนธุรกรรมข้ามพรมแดน
แนะรับมือการค้าแตกขั้ว-วิกฤตภูมิอากาศ
ในด้านการค้าระหว่างประเทศ IMF เตือนว่าภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกขั้วและมาตรการกีดกันทางการค้าส่งผลกระทบต่อเอเชียหนักที่สุด
ทางออกคือการบูรณาการการค้าภายในภูมิภาค (ปัจจุบันการค้าภายในอาเซียนมีเพียง 20-25% ของการส่งออกรวม) โดยเฉพาะการลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี นอกจากนี้ การใช้นโยบายอุดหนุนอุตสาหกรรมยังให้ผลบวกเพียงระยะสั้นเท่านั้น
ท้ายที่สุด รายงานเตือนถึงเมกะเทรนด์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยระบุว่า กรุงเทพมหานคร และ นครโฮจิมินห์ เป็นตัวอย่างเมืองชายฝั่งหนาแน่นที่เปราะบางและเสี่ยงสูงจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
ชะตากรรมของเศรษฐกิจไทยและเอเชียในอีก 25 ปีข้างหน้า จึงขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศจะสามารถดึง “ผลิตภาพ” จากเทคโนโลยีใหม่มาใช้ได้เร็วเพียงใด
ก่อนที่แรงกดดันจากโครงสร้างประชากรที่สูงวัยจะเข้ามาฉุดรั้งจีดีพีอย่างเต็มรูปแบบ สมดั่งข้อความทิ้งท้ายของรายงานที่ว่า "ภูมิภาคนี้จะไม่สามารถเขียนอนาคตด้วยสูตรเดิมได้อีกต่อไป"







