
เอกนิติ โชว์โมเดล “นกกระซิบ” ใช้ AI ยกระดับร้านรายย่อย บนเวที IMF-World Bank
ไทยเปิดเวที IMF-World Bank 2026 โชว์ AI นกกระซิบ ช่วยร้านค้าเกือบ 1 ล้านแห่ง จัดการสต็อก-คำนวณกำไร พร้อมต่อยอดข้อมูลเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ ชู 3 แนวทางใช้ AI สร้างงานและกระจายโอกาส
KEY
POINTS
- เอกนิติ นำเสนอโมเดล AI "นกกระซิบ" ในเวทีประชุมระดับโลก เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการไทย
- "นกกระซิบ" เป็น AI ผู้ช่วยในแอปพลิเคชันมือถือสำหรับร้านค้ารายย่อยเกือบ 1 ล้านแห่ง มีฟังก์ชันช่วยจัดการสต็อกสินค้าและคำนวณกำไร
- ข้อมูลจากการใช้งาน "นกกระซิบ" สามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณา เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ในอนาคต
ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
ประเดิมเวทีประชุมโลกด้วยการชู AI สร้างงานและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ ในหัวข้อ “WBG Flagship: Small AI: More and Better Jobs” มุ่งเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างอาชีพใหม่ และยกระดับคุณภาพงานให้คนไทย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวทีว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานและการดำเนินธุรกิจทั่วโลก โจทย์สำคัญของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่ต้องทำให้ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างโอกาสทางอาชีพ และทำให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้
สำหรับประเทศไทย วางแนวทางใช้ AI ไว้ 3 ด้าน เพื่อให้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ สร้างงานใหม่ และกระจายโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่ม ได้แก่
1. AI in All ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพงานเดิม นำ AI มาช่วยให้ธุรกิจทำงานได้ดีขึ้น เช่น ร้านค้ารายย่อยใช้ AI “นกกระซิบ” ช่วยจัดการสต็อกสินค้าและคำนวณกำไร
2. All in AI สร้างทักษะ รองรับงานใหม่ พัฒนาทักษะแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของธุรกิจเทคโนโลยี เพื่อให้คนไทยมีโอกาสทำงานจากการลงทุนใหม่ ๆ เช่น ธุรกิจศูนย์ข้อมูล เซมิคอนดักเตอร์ และบริการคลาวด์
3. AI for All ให้ทุกคนเข้าถึงโอกาส ใช้ AI ช่วยให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง พร้อมพัฒนาระบบช่วยเหลือให้ตรงกับความต้องการ ทั้งการสนับสนุนรายได้ การฝึกทักษะใหม่ และการเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ชู “นกกระซิบ” ช่วยร้านค้าเกือบ 1 ล้านแห่ง
นายเอกนิติ กล่าวว่า แนวทางแรกคือ การนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจที่มีอยู่ โดยรัฐบาลไม่ได้ต้องการให้ความช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยเพียงระยะสั้น แต่ต้องการให้ผู้ประกอบการมีเครื่องมือช่วยบริหารธุรกิจและเพิ่มโอกาสเติบโตในระยะยาว จึงนำ AI ผู้ช่วยร้านค้าชื่อ “นกกระซิบ” มาไว้ในแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินบนมือถือที่ร้านค้าใช้อยู่แล้วเพื่อเข้าถึงเงินสนับสนุนจากภาครัฐ
ปัจจุบันมีร้านค้ารายย่อยเกือบ 1 ล้านแห่งใช้งานนกกระซิบ โดย AI ช่วยจัดการสต็อกสินค้าและคำนวณกำไร ทำให้ร้านค้ามีข้อมูลประกอบการตัดสินใจและบริหารกิจการได้สะดวกขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีระบบจัดการธุรกิจที่ซับซ้อน
นอกจากนี้ หากผู้ประกอบการให้ความยินยอม ข้อมูลธุรกรรมในอนาคตยังสามารถช่วยให้ธนาคารมองเห็นภาพการดำเนินธุรกิจของร้านค้าได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือประวัติสินเชื่ออย่างเป็นทางการ และมักประสบปัญหาในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน
เร่งสร้างทักษะ รับการลงทุนเทคโนโลยี
สำหรับแนวทางที่สอง แม้ประเทศไทยจะดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ในธุรกิจศูนย์ข้อมูล เซมิคอนดักเตอร์ บริการคลาวด์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง แต่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องทำให้การลงทุนเหล่านี้สร้างงานและเปิดโอกาสให้แรงงานไทยด้วย
รัฐบาลจึงร่วมมือกับนักลงทุนและสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ ผ่านโครงการลดช่องว่างด้านทักษะ โดยนำความต้องการของนักลงทุนมาเชื่อมโยงกับการฝึกอบรม เพื่อให้แรงงานมีทักษะที่จำเป็นและสามารถเข้าสู่ตลาดงานที่เกิดขึ้นจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีได้จริง
"ขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องลดต้นทุนการใช้ AI เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีนี้เป็นโอกาสเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะต้นทุนการประมวลผลและการใช้โทเคน (Tokens) ซึ่งเป็นหน่วยข้อมูลที่ AI ใช้ในการประมวลผล หากต้นทุนลดลง สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และมหาวิทยาลัยก็จะมีโอกาสพัฒนาและนำ AI มาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น"
เชื่อมข้อมูลรัฐ ช่วยประชาชนได้ตรงกลุ่ม
ส่วนแนวทางที่สามคือ การเปลี่ยนแปลงจาก AI อาจส่งผลต่อคนแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน แรงงานบางส่วนต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ ขณะที่ธุรกิจบางแห่งอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัว รัฐบาลจึงต้องช่วยให้ประชาชนรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และไม่ปล่อยให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ประเทศไทยกำลังพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะดิจิทัลและโครงการด้านการเงิน เพื่อให้ภาครัฐเข้าใจความต้องการของประชาชนได้ดีขึ้น และออกแบบความช่วยเหลือให้ตรงกับปัญหาของแต่ละกลุ่ม ตั้งแต่การสนับสนุนรายได้ การฝึกอบรมทักษะใหม่ ไปจนถึงการเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ
อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงควบคู่กัน โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์และสื่อปลอมที่สร้างด้วย AI หรือ Deepfake รวมถึงต้องมีการกำกับดูแลเทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ
"การเสริมสร้างศักยภาพให้ประชาชนเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยให้ความสำคัญในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีครั้งนี้ พร้อมหวังว่าธนาคารโลกและสถาบันระหว่างประเทศจะร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางที่นำไปใช้ได้จริง เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ สามารถใช้ AI สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสในการทำงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างทั่วถึง"







