
“พิชัย” จี้เร่งปิดดีล FTA ไทย - EU ชี้กุญแจฟื้นเศรษฐกิจ ดันส่งออกไล่ทันเวียดนาม
“พิชัย นริพทะพันธุ์” เรียกร้องเร่งเจรจา FTA ไทย - EU ให้สำเร็จ ชี้เพิ่มขีดแข่งขัน ดึงลงทุนต่างชาติ หนุนส่งออกโต พร้อมดันไทยสู่ศูนย์กลาง Data Center และ AI
KEY
POINTS
- “พิชัย นริพทะพันธุ์” เรียกร้องเร่งเจรจา FTA ไทย - EU ให้สำเร็จ
- ชี้เพิ่มขีดแข่งขัน ดึงลงทุนต่างชาติ หนุนส่งออกโต
- พร้อมดันไทยสู่ศูนย์กลาง Data Center และ AI
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในงาน International Conference of Jurists & Writers for World Peace ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ สุขุมวิท เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (EU) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และยกระดับการส่งออกของไทยในระยะยาว
ปัญหาการเมืองภายในประเทศในอดีตส่งผลให้ไทยหยุดชะงักด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นเวลานาน ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยเพียง 1.9% ต่อปี และการส่งออกเติบโตเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปี ขณะที่เวียดนามสามารถเร่งการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจากการมี FTA กับประเทศคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งได้ให้ความสำคัญกับการเจรจา FTA เป็นวาระสำคัญ โดยล่าสุดรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบความตกลง FTA ไทย-กลุ่ม EFTA ประกอบด้วยสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ รวมถึง FTA ไทย-ภูฏาน ซึ่งลงนามในปี 2568
หลังการลงนาม FTA ไทย-EFTA การส่งออกของไทยไปยังกลุ่มประเทศดังกล่าวในปี 2568 ขยายตัวถึง 78.66% พร้อมระบุว่าการเจรจา FTA ไทย-EU หากสำเร็จจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งทำให้ไทยมี FTA ครอบคลุม 51 ประเทศ เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 24 ประเทศ และเข้าใกล้ระดับของเวียดนามมากขึ้น
พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เร่งผลักดันการเจรจา FTA ไทย-EU ให้แล้วเสร็จ โดยระบุว่าจะเป็นผลงานสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มเติม
ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัล โดยสนับสนุนให้ไทยเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้ง Data Center ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยชูจุดแข็งด้านระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ รวมถึงศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค
นอกจากนี้ การลงทุนในอุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ที่เริ่มผลักดันมาตั้งแต่ปี 2567 ส่งผลให้ไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานการผลิต PCB รายสำคัญของโลก และจะต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูงอื่นๆ ในอนาคต
อย่างไรก็ดี หากไทยสามารถรักษาโมเมนตัมด้านการค้า การลงทุน และการส่งออกในระดับปัจจุบันได้ต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง และหลุดพ้นจากภาพลักษณ์ “คนป่วยแห่งเอเชีย” ได้ในที่สุด.







