
‘ศรีไทย’หวั่นเอสเอ็มอีสาหัส
หากขึ้นค่าจ้าง300บาททันทีแนะทยอยปรับ3ปีธุรกิจรับได้
หากขึ้นค่าจ้าง300บาททันทีแนะทยอยปรับ3ปีธุรกิจรับได้
ศรีไทยฯ หวั่นขึ้นค่าจ้างงาน 300 บาท เอสเอ็มอีกระทบหนักถึงขั้นปิดกิจการ แนะรัฐบาลทยอยปรับในช่วง 3 ปี
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการและกรรมผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เมลามีนและพลาสติกรายใหญ่ เปิดเผยว่า รู้สึกกังวลกับนโยบายการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทของรัฐบาลใหม่ หากปรับขึ้นทันทีโดยมีผลตั้งแต่ต้นปี 2555 ตามที่ประกาศไว้นับว่าเร็วเกินไป ซึ่งจะทำให้นักธุรกิจและผู้ประกอบการปรับตัวไม่ทัน
ทั้งนี้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก(เอสเอ็มอี) ที่มีสัดส่วนถึง 80% ของผู้ประกอบธุรกิจในประเทศ จะได้รับผลกระทบอย่างหนักเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายใหญ่ แม้จะมีนโยบายลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% มาช่วยแบ่งเบาต้นทุนจากค่าจ้างงานที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนให้เอสเอ็มอีได้มากนัก
“นโยบายดังกล่าวอาจจะทำให้มีการปิดกิจการและนำไปสู่ปัญหาว่างงานได้ จึงอยากให้รัฐบาลใหม่ใช้วิธีทยอยปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาปรับตัว” นายสนั่น กล่าว
สำหรับผลกระทบกับบริษัทถ้าปรับแรงงานขึ้นจะทำให้ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้นกว่า 10% เนื่องจากบริษัทใช้แรงงานจำนวนมาก นอกจากนี้จากการพูดคุยกับลูกค้าชาวญี่ปุ่นที่เป็นนักลงทุน มองว่าไทยจะไม่ใช่แหล่งลงทุนที่น่าสนใจอีกต่อไป หากมีการปรับค่าจ้างขึ้นทันทีและคงคิดหนักที่จะลงทุนในไทย โดยหันไปลงทุนในอินโดนีเซียและเวียดนามแทน
อย่างไรก็ตาม บริษัทสนับสนุนการขึ้นค่าจ้างและเงินเดือนให้กับแรงงานหรือพนักงานที่มีเงินเดือนต่ำ เพราะจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการปรองดองของรัฐบาล
นายสนั่น กล่าวอีกว่า แนวทางการลงทุนของบริษัทได้ปรับงบลงทุนจากเดิมที่วางไว้ 1,400 ล้านบาท เหลือ 1,000 ล้านบาท เนื่องจากได้ชะลอการลงทุนในอินเดียที่จะใช้งบลงทุน 250 ล้านบาท เพราะโครงสร้างภาษีไม่เอื้อต่อการลงทุน และชะลอการลงทุนในเวียดนามอีก 150 ล้านบาท เพราะภาวะเศรษฐกิจของเวียดนามอยู่ในช่วงขาลง ส่วนงบ 1,000 ล้านบาท จะใช้ซื้อเครื่องจักรใหม่ๆ ขยายโรงงานภาชนะบรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม
ขณะที่บริษัทมั่นใจว่าสามารถทำยอดขายได้ 6,700 ล้านบาทตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากเชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น แต่ยังกังวลในเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินไป อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น และภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งอยากให้รัฐบาลใหม่เข้ามาช่วยดูแลด้วย







