
ขาใหญ่ควงรายย่อยตะลุมบอนหุ้นตัวเล็ก
ย่อยหันเก็งกำไรหุ้นเล็ก ช่วงบริษัทใหญ่ถูกทุบน่วม เน้นตัวมีเจ้ามือสตอรี่หนุน
ย่อยหันเก็งกำไรหุ้นเล็ก ช่วงบริษัทใหญ่ถูกทุบน่วม เน้นตัวมีเจ้ามือสตอรี่หนุน
มาร์เก็ตติง เปิดเผยว่า ช่วงที่ตลาดหุ้นตกต่ำรุนแรง นักลงทุนรายย่อยหันมาเก็งกำไรหุ้นขนาดเล็กเพราะมองว่าหุ้นบลูชิพมีโอกาสปรับตัวลงแรงและตัวเล็กราคาหวือหวากว่าจึงเปิดช่องให้เก็งกำไรได้
“รายย่อยจะเลือกเก็งกำไรหุ้นที่มีนักลงทุนรายใหญ่ถืออยู่ เพราะคาดหวังว่าจะไล่ซื้อไม้ใหญ่ๆ ผลักดันราคาขึ้นแรง และเปิดช่องให้เก็งกำไรระหว่างวัน ส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดเล็กที่มีราคาไม่เกินหุ้นละ 10 บาท เพราะดันราคาได้ง่าย รวมทั้งหุ้นที่มีพื้นฐานดีระดับหนึ่งและมีสตอรี่หนุน” มาร์เก็ตติง กล่าว
สำหรับหุ้นขนาดเล็กที่ตกเป็นเป้าเก็งกำไรในช่วงนี้ อาทิบริษัท ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม (TFD) ที่มีกลุ่ม “เตชะอุบล” ถือหุ้นใหญ่ ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 55% บริษัท เอ็นอีพี อสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรม (NEP) ราคาพุ่งขึ้นประมาณ 60% บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน(BWG) ที่มีกลุ่ม “เหลืองวิริยะ” และ“จึงรุ่งเรืองกิจ” ถือหุ้นใหญ่ ราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 20% และบริษัท เอฟโวลูชั่น แคปปิตอล (E) ราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 15% เป็นต้น
นายอภิชัย เตชะอุบล ประธานที่ปรึกษาและผู้ถือหุ้นใหญ่ TFD เปิดเผยว่า สาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้น TFD เพิ่มขึ้นแรงน่าจะเป็นเพราะนักลงทุนไล่ซื้อเก็งผลประกอบการปีนี้ที่คาดว่ารายได้จะโตมากกว่า 200% ส่วนตัวยังไม่ได้เข้าไปซื้อหุ้นเพิ่ม แต่หากราคายังต่ำอยู่ก็อาจจะเข้าไปซื้อ
“ปีนี้เรามีรายได้จากการขายที่ดินในนิคมฯ เพิ่มเข้ามา จากเดิมที่มีแค่รายได้จากการให้เช่าโรงงานและที่อยู่อาศัย ล่าสุดขายที่ดินได้แล้ว 80 ไร่ มูลค่าประมาณ 440 ล้านบาท และคาดว่าช่วงที่เหลือจะขายได้อีกประมาณ 100 ไร่ ทำให้ขายที่ดินทั้งปี 800-900 ล้านบาท เมื่อรวมกับค่าเช่าก็จะมีรายได้ 1,100-1,200 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนทำได้แค่ 370 ล้านบาท” นายอภิชัย กล่าว
นอกจากนี้ คาดว่าบริษัทจะมีกำไรประมาณ 200 ล้านบาท สามารถล้างขาดทุนสะสมที่มีอยู่ 45 ล้านบาทได้หมดภายในปีนี้ และกลับมาจ่ายปันผลได้ในสัดส่วน 60% ของกำไรสุทธิ
นายเสกสิทธิ์ เจริญเศรษฐศิลป์ กรรมการผู้จัดการ NEP เปิดเผยว่า ช่วงนี้มูลค่าการซื้อขายหุ้น NEP หนาแน่นมากและราคาเพิ่มขึ้นพอสมควร คาดว่าน่าจะเป็นเพราะนักลงทุนมองเห็นทิศทางที่ดีขึ้นของบริษัท หลังจากที่ได้ปรับโครงสร้างองค์กร รวมทั้งปรับโครงสร้างหนี้จนเหลือสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) เพียง 0.19 เท่า หรือมีมูลหนี้แค่ 39 ล้านบาท ซึ่งช่วยลดผลขาดทุนและทำให้ผลประกอบการดีขึ้นต่อเนื่อง







