posttoday
เอ็นจีโอรุมค้านนโยบายถมทะเล

เอ็นจีโอรุมค้านนโยบายถมทะเล

13 กรกฎาคม 2554

เอ็นจีโอเตรียมค้านนโยบายถมทะเลของรัฐบาล เพราะเข้าข่ายกิจการรุนแรง

เอ็นจีโอเตรียมค้านนโยบายถมทะเลของรัฐบาล เพราะเข้าข่ายกิจการรุนแรง

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า กลุ่มนักอนุรักษ์และภาคประชาชนจะร่วมกันต่อต้านนโยบายการถมทะเล เพื่อสร้างเมืองใหม่ และเอาพื้นที่ไปขายให้กับนักลงทุนต่างชาติ โดยพร้อมจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญทันทีให้เพิกถอนนโยบาย หากเริ่มดำเนินการ เนื่องจากกิจการดังกล่าวเป็นกิจการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ต้องผ่านการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตร 67 วรรค 2 มีการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และสุขภาพ (เอชไอเอ) รวมทั้งต้องผ่านการทำประชาพิจารณ์ก่อน ไม่ใช่รัฐบาลจะเดินหน้าทำอยู่ฝ่ายเดียว

ทั้งนี้ การจะดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวได้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี ในการปรับแก้กฎหมาย เช่น กฎหมายที่ดิน กฎหมายผังเมือง กฎหมายสิ่งแวดล้อม รวมทั้งต้องมีการสำรวจพื้นที่ด้วยว่าเหมาะสมที่จะถมทะเลหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา และหากผ่านรัฐสภาได้ที่ดินที่เกิดจากการถมทะเลเหล่านี้ก็ควรจะตกเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ ไม่ใช่เอาไปขายให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาถือครอง

ขณะที่การแก้ปัญหามาบตาพุด ไม่คาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามาทำอะไรและไม่ต้องการที่จะสนใจแล้ว เพราะไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลไม่เคยที่จะจริงจังในการแก้ปัญหาเลย และไม่เคยทำตามข้อเรียกร้อง มีแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น และเรียกร้องประโยชน์ให้แก่ภาคเอกชน

“ขณะนี้ปัญหามาบตาพุดคงต้องรอการพิจารณาคดี ที่ยื่นฟ้องที่ค้างอยู่ในศาล ซึ่งทุกฝ่ายก็ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด” นายศรีสุวรรณ กล่าว

นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อดีตคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุด กล่าวว่า การแก้ปัญหามาบตาพุดรัฐบาลชุดเก่าวางเอาไว้ดีแล้ว ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี จึงต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาสานต่อตามแผนการดำเนินงาน และต้องการให้มีการการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายขึ้นมาใหม่ โดยไม่ต้องเป็นคณะกรรมการชุดเดิม เพื่อให้เข้ามาติดตามการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ และทำงานเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมของพื้นที่มาบตาพุดในขณะนี้ในด้านการป้องกันด้านอุบัติภัยถือว่าดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังมีปัญหาที่น่าเป็นห่วงอยู่ คือ ปัญหาเรื่องการใช้น้ำ เพราะมีจำนวนโรงงานใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ในระยะยาวอาจส่งผลให้เกิดปัญหาการใช้น้ำได้

ขณะที่การจัดทำรายงานอีเอไอ และเอชไอเอของโรงงานต่างๆ รัฐบาลจำเป็นต้องมาทบทวนด้วยว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมารายชื่อกิจการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม 11 กิจการ ยังมีกลุ่มชุมชนเรียกร้องให้ทบทวนอยู่ รวมทั้งการทำอีเอไอและเอชไอรัฐบาลควรจัดคนกลางเข้ามาดูแลให้โรงงานดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้านจากชุมชนอีก

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่