
โตชิบาหวั่นขึ้นค่าแรงกระทบลงทุน
โตชิบา หวั่นทุนญี่ปุ่นหนีการลงทุนสินค้าใหม่ย้ายฐานการผลิต รับอนาคตแรงงานไทยพุ่ง300 บาท
โตชิบา หวั่นทุนญี่ปุ่นหนีการลงทุนสินค้าใหม่ย้ายฐานการผลิต รับอนาคตแรงงานไทยพุ่ง300 บาท
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ ผู้ผลิตและทำตลาดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและไอทีแบรนด์ “โตชิบา” เปิดเผยว่าจากนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ ที่เตรียมปรับขึ้นค่าแรงงานไทย 300 บาท ในอนาคตนั้น อาจเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจขยายการลงทุนในประเทศไทยของบริษัทแม่ ประเทศญี่ปุ่น จากต้นทุนการผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในภาพรวมที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา อาทิ วัตถุดิบ, ค่าพลังงาน, การขนส่ง เป็นต้น
ทั้งนี้หากนโยบายดังกล่าว ดำเนินการปรับค่าแรงเพิ่มขึ้นในทันที จะมีผลกระทบค่อนข้างมากต่อภาคการผลิต ที่มีการร่วมลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการขยายการลงทุนสินค้าใหม่ๆ รวมทั้งฐานการผลิตสินค้ารายการเดิมที่มีอยู่ เช่น กลุ่มตู้เย็น เครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก โดยบริษัทแม่ อาจหันไปพิจารณาการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน หรือ ประเทศจีนที่มีอัตราจ้างแรงงานต่ำกว่าหรือเท่ากับประเทศไทย แต่อาจได้กำลังการผลิตสินค้าที่มีจำนวนมากแต่ได้ต้นทุนต่ำกว่า(อีโคโนมี ออฟ สเกล) เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลเตรียมปรับค่าแรงงานเพิ่มขึ้นในอัตราใหม่เป็น 300 บาทในอนาคต เห็นควรให้ดำเนินการในรูปแบบแพคเกจต่างๆออกมาพร้อมกัน อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานไทยให้มีคุณภาพทัดเทียมกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันบริษัทมีนโยบายรณรงค์จัดจ้างแรงงานไทยเป็นหลัก แต่จากปัจจัยที่เกิดขึ้น อาจบีบบังคัยให้ผู้ประกอบการในภาคการผลิต หันไปว่าจ้างแรงงานจากต่างชาติที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเตรียมเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งมีทักษะและความขยันขันแข็งมากกว่าแรงงานไทย อาจทำให้เกิดปัญหาว่างงานขึ้นอีก ซึ่งอยากให้รัฐบาลมองถึงภาพรวมทั้งหมดด้วย
ทั้งนี้จากนโยบายดังกล่าว อาจกระทบกับความสามารถในการผลิตของประเทศ จากการลดขนาดของอุตสากรรม ซึ่งจะทำให้มียอดขายลดลง หรือ ขาดทุนส่งผลให้รัฐเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า ขณะที่รัฐบาลได้ให้คำสัญญาไว้กับหลายๆโครงการ และหากรัฐไม่มีรายได้ แล้วจะนำเม็ดเงินจากแหล่งใดนำมาใช้พัฒนาโครงการต่างๆ จากปัจจุบันต้องยอมรับภาคเอกชนไทยมีความแข็งแกร่งมากกว่าสเถียรภาพรัฐบาล
"ช่วงที่ผ่านมาบริษัทแม่เองก็มีการสวิชท์การลงทุนไปจากไทย เช่นหากมีสินค้าใหม่10รายการ ก็จะเข้ามาลงทุนในไทยเพียง 3รายการ ไม่ได้ให้ประเทศไทยเป็นหลักเหมือนแต่ก่อน ซึ่งหากมีการปรับต้นทุนภาคการผลิตเพิ่มขึ้นอีกแต่ประสิทธิภาพในการทำงานเท่าเดิม อาจทำไทยไม่เป็นที่น่าสนใจในการลงทุนจากต่างชาติ"นางกอบกาญจน์ กล่าว
ขณะเดียวกัน คาดยังกระทบในอุตสาหกรรมการส่งออกในอนาคต จากแนวโน้มการปรับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นตามต้นทุนการผลิต ซึ่งไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอกำลังซื้อในขณะนี้ ซึ่งพิจารณาในเรื่องของราคาสินค้าเป็นหลักเช่นกัน เท่ากับเป็นการลดโอกาสในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมประเทศไทยด้วย จากที่ผ่านมาผู้ประกอบการส่วนใหญ่ รวมทั้งบริษัทเองได้มีการปรับตัวในการดำเนินธุรกิจ จากการพัฒนาสินค้าด้วยการเพิ่มมูลค่า อาทิ การออกแบบสินค้าที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในตลาดประเทศท้องถิ่น เป็นต้น
ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตสินค้าเพื่อทำตลาดในประเทศ และส่งออก ในกลุ่มสินค้าตู้เย็น, เครื่องซักผ้า, เครื่องปรับอากาศ, เครื่องใช้ไฟฟ้าครัวเรือน(ไวท์กู๊ดส์) และพัดลม โดยผลดำเนินการบริษัทใน3เดือนแรกของปีนี้(รอบบัญชีเม.ย.-มิ.ย.54) เติบโตเกินเป้าที่วางไว้ 20% และหากยังไม่มีปัจจัยลบที่กระทบต้นทุนการผลิต คาดในสิ้นปีงบประมาณ(เดือนมี.ค.55) บริษัทวางเป้ารายได้ไว้ที่ 8,500 ล้านบาท







