posttoday
คุณกำลังเล่นรัสเวียนรูเล็ตต์กับกองทุนรวมของคุณหรือไม่

คุณกำลังเล่นรัสเวียนรูเล็ตต์กับกองทุนรวมของคุณหรือไม่

05 กรกฎาคม 2554

5เดือนผ่านไปแล้วในปี 2554 และผมพูดได้ว่ายังไม่พอใจกับผลการลงทุนในพอร์ตกองทุนรวมหุ้นไทยของผม

5เดือนผ่านไปแล้วในปี 2554 และผมพูดได้ว่ายังไม่พอใจกับผลการลงทุนในพอร์ตกองทุนรวมหุ้นไทยของผม

โดย..ธีระ ภู่ตระกูล

จากข้อมูลล่าสุดของลิปเปอร์ สิ้นสุดเดือน พ.ค. 2554 มีกองทุนในประเทศไทยทั้งหมด 184 กองทุน ที่ได้ดำเนินการมานานกว่า1 ปี โดยกองทุนต่างๆ มีผลตอบแทนตั้งแต่ร้อยละ 54 ถึงร้อยละ 0.7 ซึ่งเป็นความแตกต่างที่กว้างมาก นอกจากนี้มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้จัดการกองทุนไม่สามารถที่จะเอาชนะค่าเฉลี่ยของดัชนี SET50 ได้ ผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วงระยะเวลาหนึ่งปีอยู่ที่ร้อยละ 41 ในเวลาเดียวกันผลตอบแทนของกองทุนดัชนี SET50 จะมีผลตอบแทนที่ร้อยละ 48 ซึ่งจะอยู่ในลำดับที่ 20 ของกองทุนทั้งหมด 184 กองทุน ข้อมูลสำหรับระยะ 3 และ 5 ปี ยืนยันว่าผู้จัดการกองทุนไทยไม่ได้เพิ่มมูลค่าในกองทุน

ตามทฤษฎีแล้วผู้จัดการกองทุนดัชนี SET50 คงจะมีงานที่ง่ายที่สุดในโลก เขาไม่ต้องทำการค้นคว้าข้อมูลบริษัท เขาไม่ต้องเยี่ยมชมบริษัท และเขาก็ทำงานแค่ 2 วันต่อปีเท่านั้น เนื่องจากส่วนประกอบของดัชนี SET50 จะมีการเปลี่ยนแปลงแค่ 2 ครั้งต่อปี ที่เขาต้องทำคือซื้อหุ้นบริษัทที่อยู่ในดัชนี SET50 เท่านั้น ใช้เวลาว่างไปเล่นกอล์ฟและยังได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าร้อยละ 80 ของกองทุนอื่นๆ

สถานการณ์เช่นนี้เป็นไปได้อย่างไร บอกตรงๆ ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน หากความจำผมยังใช้ได้ ในระหว่างที่ผมเรียนปริญญาโทใน Business School ทฤษฎี Efficient Market Hypothesis ระบุไว้ว่า ข้อมูลที่สำคัญต่างๆ ได้สะท้อนให้เห็นอยู่ในราคาหุ้นแล้ว เพราะฉะนั้นหากคุณต้องการเอาชนะตลาดหรือดัชนี คุณจะต้องมีข้อมูลที่ส่งผลต่อราคาหุ้นของบริษัทที่คุณลงทุนที่ดีกว่าคนอื่น หรือพูดง่ายๆ ก็คือคุณจะต้องรู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ หรือคุณจะต้องรู้ก่อนคนอื่น เพื่อคุณจะสามารถทำการซื้อหรือขายหุ้นดังกล่าวได้ก่อน

ทฤษฎีดังกล่าวเป็นทฤษฎีที่เชื่อถือได้ แต่ผมก็ยังเห็นว่าเชื่อได้ยากที่ผู้จัดการกองทุนเหล่านี้ไม่สามารถจะมีข้อมูลที่ดีกว่าที่พวกเรามี เพราะผู้จัดการกองทุนเหล่านี้มีลู่ทางในการหาข้อมูลต่างๆ มากมาย อาทิ จากการค้นคว้าของโบรกเกอร์จากจอ Bloomberg จากการเข้าพบผู้บริหารชั้นผู้ใหญ่ของบริษัทที่อยู่ในดัชนี SET50 เป็นต้น หรือเป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาไม่เก่ง หากเราลองมองดูกองทุนที่มีผลการดำเนินการที่แย่ที่สุด คำว่า “ไม่เก่ง” อาจจะถือว่าเป็นคำที่ดีเกินไปด้วยซ้ำไป ในช่วงระยะเวลา 3 และ 5 ปี กองทุนที่แย่ที่สุดมีผลตอบแทนร้อยละ 19 และ 0.5 ในเวลาเดียวกับที่กองทุนอื่นๆ สามารถทำผลตอบแทนได้ถึงร้อยละ 35และ 83 ตามลำดับ จากผลการดำเนินการที่ย่ำแย่อย่างนี้ผมสงสัยว่าทำไมบริษัทเหล่านี้ยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ คำตอบง่ายๆ ก็คือ นักลงทุนในกองทุนเหล่านี้ยังไม่ทราบถึงสิ่งที่พวกเขาได้ผูกมัดตัวเองลงไป จึงทำให้เกิดคำถามว่า พวกเขากำลังเล่นรัสเซียนรูเล็ตต์กับกองทุนดังกล่าวอยู่หรือไม่

สำหรับผู้อ่านที่ไม่คุ้น รัสเซียนรูเล็ตต์เป็นเกมที่เล่นระหว่าง 2 คนโดยที่คนหนึ่งใส่กระสุนปืน 1 นัดและหมุนลูกโม่ หลังจากนั้นก็เอากระบอกปืนมาจ่อศีรษะและเหนี่ยวไก หากคุณโชคดีปืนก็จะมีเพียงเสียงคลิกเท่านั้น คุณจะรู้สึกถึงความโล่งอกอย่างที่คุณไม่เคยรู้สึกมาก่อน แต่หากคุณโชคร้ายก็เปรียบเทียบเหมือนคุณฆ่าตัวตายและกลายเป็นศพ

ต้องยอมรับว่าถึงแม้การลงทุนในกองทุนรวมมีความเสี่ยงอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากเท่ากับรัสเซียนรูเล็ตต์ อย่างไรก็ตาม การเลือกกองทุนรวมที่ผิดก็ทำให้เจ็บปวดพอกัน ผมคงรู้สึกแย่หากกองทุนรวมของผมให้ผลตอบแทนเพียงร้อยละ 0.5 ในระหว่างที่กองทุนรวมอื่นๆ มีผลตอบแทนถึงร้อยละ 83 และกองทุนรวมที่ดีที่สุดมีผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 127 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่ก่อนที่คุณจะออกไปตามล่ากองทุนที่มีผลตอบแทนร้อยละ 127 คุณควรจะถามตัวคุณเองก่อนว่า ผู้จัดการกองทุนดังกล่าวทำอะไรมาเพื่อให้ได้ผลตอบแทนระดับนั้น ในเวลาเดียวกับที่ผลตอบแทนของกองทุนในดัชนี SET50 อยู่เพียงร้อยละ 87 ในช่วงเวลาเดียวกัน จำไว้ว่าความเสี่ยงมีสองด้าน ความเสี่ยงและผลตอบแทนมักจะเดินคู่กัน กองทุนที่มีผลตอบแทนที่ดีมากมักจะหมายความว่า ดีเกินความเป็นจริงและมักจะทำให้คุณผิดหวังในอนาคต ผู้จัดการกองทุนดังกล่าวมักเลือกที่จะรับความเสี่ยงสูงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า คติการลงทุนของผม ซึ่งให้ผลดีกับผมมาหลายปี คือ หากเห็นว่าดีเกินความเป็นจริงบางทีก็เป็นเช่นนั้น (If it’s too good to be true, it probably is)

เพราะฉะนั้น คนทั่วไปอย่างคุณและผมควรจะยึดหลัก การอะไรในการเลือกกองทุน ง่ายที่สุดคือ กองทุนดัชนี (Index Fund) ควรจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในระยะยาว กองทุนดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายถูกและมีความเสี่ยงต่ำที่สุด เนื่องจากกองทุนดังกล่าวไม่ต้องมีการบริหารจัดการ กล่าวคือคุณซื้อหุ้นตามรายชื่อที่อยู่ในดัชนีและถือหุ้นเหล่านั้นในช่วงระยะยาว ค่าธรรมเนียมการบริหารก็จะต่ำลง ซึ่งหมายความว่า จะให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น ดีกว่ากองทุนที่มีการบริหารอย่างต่อเนื่อง (Actively managed funds) และมีค่าบริหารที่สูงกว่า เหตุผลที่สองคือ กองทุนดัชนีมักจะมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีกว่าทำให้มีความเสี่ยงน้อยลง เมื่อคุณซื้อกองทุนดัชนีเปรียบเสมือนคุณซื้อตลาดหุ้นทั้งตลาด เพราะฉะนั้นคุณรับเพียงความเสี่ยงของตลาดเท่านั้น (Market Risk) ศัพท์เทคนิคของผลตอบแทนจากกองทุนดัชนี คือ Beta สำหรับกองทุนที่มีการบริหารอย่างต่อเนื่อง ศัพท์เทคนิคของผลตอบแทนคือ Alpha ซึ่งหมายความว่า ผลตอบแทนที่สูงกว่า (Excess Return) ที่ตลาดทั้งหมดจะสามารถให้ได้ จากประสบการณ์ของผมสิ่งเหล่านี้พูดง่ายกว่าทำ เหมือนคำโบราณที่พูดกันเสมอว่า ไม่มีอาหารฟรีในโลกนี้ การที่คุณจะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นคุณจะต้องยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ผมไม่ได้พูดว่าสิ่งเหล่านี้ทำไม่ได้ เพราะผู้จัดการกองทุนที่มีชื่อเสียง อาทิ Warren Buffett, Peter Lynch และ George Soros ก็เคยบริหารกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีมาตรฐานในระยะยาว แต่ความหมายของผมคือคุณจะต้องมองทั้งสองด้านของเหรียญ โดยเฉพาะด้านของความเสี่ยง

บริษัทที่ให้ข้อมูลกองทุนรวมบางแห่ง อาทิ Morningstarได้จัดทำระบบการจัดลำดับกองทุนเพื่อให้เข้าใจง่าย โดยการจัดระบบ Star Rating System ซึ่งให้ 5 ดาวสำหรับกองทุนที่มีผลตอบแทนการลงทุนที่มีการรวมของปัจจัยเสี่ยง (Risk adjusted return) สูงที่สุด และ 1 ดาวสำหรับกองทุนที่มีผลตอบแทนแย่ที่สุด โดยทฤษฎีแล้วถือว่าดี แต่ในชีวิตจริงไม่ได้ง่ายอย่างนั้น การตัดสินใจลงทุนไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของ Star Rating System เพียงอย่างเดียว ในตารางด้านล่าง ผมได้เลือกกองทุน LTF 5 ดาว จำนวน 3 กองทุน กองทุนเหล่านี้ ถือว่าเป็นกองทุนที่ดีที่สุด เนื่องจากได้รับดาว 5 ดวง แต่หากคุณดูในรายละเอียดคุณจะพบว่าวิธีการดำเนินการของแต่ละกองทุนแตกต่างกันมาก

กองทุน A มีมูลค่าการซื้อขายของพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio Turnover) ร้อยละ 4 ในเวลาเดียวกัน กองทุน B มีมูลค่าการซื้อขายสูงถึงร้อยละ 1,789 พูดง่ายๆ คือ กองทุน A มีนโยบายซื้อและถือระยะยาว โดยที่กองทุน B จะซื้อขายเป็นประจำเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกัน แต่กองทุน C ดูบนพื้นผิวน่าจะเป็นผู้ชนะ เพราะมีผลตอบแทนที่สูงกว่าและมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า แต่ที่น่าสนใจสำหรับผมคือโครงสร้างความเสี่ยง (Risk Profile) ของกองทุน C ตามที่วัดจากมาตรฐานเบี่ยงเบน Standard Deviation (SD) อยู่ที่ร้อยละ 20 ซึ่งดีกว่าที่ควรจะเป็น เพราะ SD สำหรับดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จะอยู่ใกล้เคียงร้อยละ 40 และเมื่อผมศึกษาอย่างละเอียด ก็พบว่าหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในกองทุน C หรือประมาณร้อยละ 12 ของกองทุน คือ บริษัทเล็กๆ ที่มีมูลค่าตลาด (Market Capitalization) เพียงร้อยละ 0.4 ของตลาด Morningstar ได้กำหนดให้กองทุน C เป็นกองทุนรวมทั่วไปแต่ผมว่าน่าจะเปลี่ยนให้เป็นกองทุนในหมวดหมู่ Aggressive Allocation Sector Fund

บทสรุปคือ ทั้ง 3 กองทุนมีผลตอบแทนที่ดีกว่าความเป็นจริง แต่อย่าเข้าใจผมผิด ทั้ง 3 กองเป็นกองทุนที่น่าเชื่อถือ มีผลการดำเนินงานระยะยาวที่ดี แต่คุณจะต้องเข้าใจรายละเอียดลึกซึ้งของกองทุนเหล่านี้ ผู้จัดการกองทุนแต่ละคนจะมีวิธีการจัดการที่แตกต่างกันในการบรรลุผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ในมุมมองของผม สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ พวกเขายอมรับความเสี่ยงขนาดไหนในการที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ส่วนตัว ผมยังจะยึดติดกับกองทุนดัชนี (Index Funds) เป็นการลงทุนหลัก (Core Holdings) และเพิ่มกองทุนที่มีผลการดำเนินงานที่ดีในระยะยาวเพื่อให้ผมได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น (CoreSatellite Approach) ชีวิตไม่ได้เรียบง่าย และหากคุณคิดว่าสิ่งเหล่านี้สับสนเกินไปสำหรับคุณ ทางเลือกที่ดีกว่าอาจเป็นการไปขอความช่วยเหลือจากนักวางแผนการลงทุนก็เป็นได้

 

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่