
ชงแผนภาษีให้รัฐบาลใหม่
คลังพร้อมรับมือปรับรื้องบปี’55ตั้งเงื่อนไขโละงบสมดุลคุมรายจ่าย
คลังพร้อมรับมือปรับรื้องบปี’55ตั้งเงื่อนไขโละงบสมดุลคุมรายจ่าย
คลังชงแผนปรับภาษีให้ รมว.คลังใหม่อัดนโยบายประชานิยม ตั้งเงื่อนไขโละแผนสมดุลแลกคุมรายจ่ายประจำเน้นกู้ลงทุน วอนเฟ้นมือดี
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้จัดเตรียมข้อมูลด้านเศรษฐกิจ ทั้งแนวทางการดำเนินนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง ภาระงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ ประมาณการรายจ่าย ทิศทางการลงทุน และแผนการปรับปรุงโครงสร้างภาษีของประเทศ เพื่อเสนอให้ รมว.คลัง พิจารณาทันทีที่เข้ารับตำแหน่งเพื่อให้รัฐบาลใหม่ประเมินได้ว่าจะสามารถดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน
นายอารีพงศ์ กล่าวว่า การจัดทำแผนงบประมาณแบบสมดุลในปี 2558 จะสามารถทำได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จะต้องพิจารณาทั้งในส่วนของการจัดเก็บรายได้ที่ต้องปรับตัวสูงขึ้น ในส่วนของรายจ่ายก็ต้องพยายามควบคุมรายจ่ายประจำไว้ เพื่อจะเหลืองบไว้ใช้ลงทุน
“หากมีนโยบายว่าจะไม่ทำงบประมาณแบบสมดุล จำเป็นต้องกู้เงินมาลงทุนเพิ่ม ก็ควรกู้เพื่อไปใช้ในการลงทุนเท่านั้น” นายอารีพงศ์ กล่าว
ปลัดกระทรวงการ คลัง กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2554 มีการตั้งงบขาดดุลไว้ 4.4 แสนล้านบาท ซึ่งในความเป็นจริงก็กู้ได้ต่ำกว่านั้น เพราะจัดเก็บรายได้เกินเป้ามาก ขณะที่ปีงบประมาณ 2555 มีการส่งสัญญาณออกไปว่า จะกู้เพื่อชดเชยขาดดุลลดลงมาเหลือแค่ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อสร้างวินัยทางการคลัง แต่หากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องการปรับตัวเลขงบประมาณใหม่ก็ต้องมาหารือกัน
“จากนโยบายที่หาเสียงไว้ ทั้งการขึ้นค่าจ้าง ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ การลดภาษีนิติบุคคล หาก รมว.คลังคนใหม่เข้ามาทำงานก็จะได้เห็นตัวเลขทั้งหมด ทั้งรายได้ รายจ่าย ก็จะรู้ว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง และหากไม่ต้องการทำงบประมาณแบบสมดุล ก็ต้องคุมรายจ่ายประจำให้ได้ไม่เกิน 70% ของงบประมาณ ส่วนที่กู้เพิ่มก็ต้องมีเหตุผลรองรับ” นายอารีพงศ์ กล่าว
นายอารีพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงการคลัง ถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ในการดูแลปัญหาเศรษฐกิจการเงิน ที่ผ่านมามีการแต่งตั้ง รมว.คลัง ที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะคัดสรรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเช่นกัน
ทั้งนี้ แผนการลงทุนของพรรคเพื่อไทยมี 13 โครงการ วงเงินลงทุน 2 ล้านล้านบาท ในช่วง 5 ปี ประกอบด้วย 1.รถไฟฟ้า 10 สาย ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล วงเงิน 2.5 แสนล้านบาท
2.โครงการรถไฟความเร็วสูงต่อยอดแอร์พอร์ตลิงก์ 7.8 หมื่นล้านบาท 3.รถไฟฟ้าความเร็วสูง หนองคายเชียงใหม่ วงเงิน 1 แสนล้านบาท 4.การพัฒนาระบบชลประทาน 25 ลุ่มน้ำ วงเงิน 4 แสนล้านบาท
5.โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค 1.3 แสนล้านบาท 6.บัตรเครดิตเกษตรกรและการจำนำข้าว มูลค่าโครงการ 3 แสนล้านบาท
7.บัตรเครดิตมันสำปะหลังและเอทานอล 1.74 แสนล้านบาท 8.โครงการบ้านหลังแรก 4.8 หมื่นล้านบาท
9.โครงการรถคันแรก 7.5 หมื่นล้านบาท 10.กองทุนหมู่บ้าน 8 หมื่นล้านบาท 11.โครงการเอสเอ็มแอล 9.3 หมื่นล้านบาท 12.โครงการ 1 เด็กนักเรียน 1 แท็บเล็ต 2.75 หมื่นล้านบาท และ 13.โครงการกองทุนตั้งตัวได้มหาวิทยาลัยละ 1,000 ล้านบาท วงเงินรวม 1 แสนล้านบาท







