
หมูยังวุ่นฟาร์มเจ้าเล่ห์ขายเกินราคา
พ่อค้าหน้าเขียงโวยถูกบังคับข้าวถุงชี้จำนำข้าวแค่หาเสียง
พ่อค้าหน้าเขียงโวยถูกบังคับข้าวถุงชี้จำนำข้าวแค่หาเสียง
พ่อค้าหน้าเขียงโวย ฟาร์มหมูแปดริ้วชลบุรี ขายหมูเกินราคา ด้านสมาคมข้าวถุง ชี้นโยบายจำนำข้าวไม่ช่วยชาวนาไทย
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ได้รับการร้องเรียนจากผู้ค้าเขียงหมูรายย่อยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลหลายรายว่า ถูกฟาร์มเลี้ยงหมูรายใหญ่ใน จ.ชลบุรี และฉะเชิงเทรา จำหน่ายหมูเป็นอย่างไม่เป็นธรรม โดยมีการคิดราคาขายสูงกว่าราคาแนะนำหน้าฟาร์มที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้กิโลกรัมละ 70 บาท โดยขายที่ราคากิโลกรัมละ 76 บาท
ทั้งนี้ ทางฟาร์มเลี้ยงหมูได้ใช้วิธีแยบยลด้วยการเขียนใบเสร็จให้ในราคา 70 บาทต่อกิโลกรัม และมีค่าเงินค้างชำระอีก 6 บาท ส่งผลให้ราคาขายปลีกต้องปรับแพงขึ้นตามเป็นกิโลกรัมละ 135-140 บาท ซึ่งถือเป็นวิธีการเลี่ยงที่จะบอกขายเกินราคาที่กรมการค้าภายในกำหนด และยากต่อการตรวจสอบ
เพราะในความจริงจะไม่มีเงินค้างเก่า เพราะผู้ซื้อไม่เคยค้างเงินกับฟาร์มหมูอยู่แล้ว และหากผู้ค้าหน้าเขียงไม่รับเงื่อนไขเงินค้างเก่า ฟาร์มก็จะไม่ขายหมูให้ ซึ่งจะทำให้พ่อค้าไม่มีเนื้อหมูมาจำหน่าย ประกอบกับฟาร์มเลี้ยงขนาดใหญ่มีทางเลือกในการส่งออกไปขายตามประเทศเพื่อนบ้าน ที่ได้ราคาดีถึงกิโลกรัมละ 80-90 บาท
ด้านนายกสมาคมข้าวถุง ชี้นโยบาย 2 พรรคการเมืองใช้หาเสียง ชาวนาไทยยังยากจน แนะรัฐนำเงินจำนำ 6-7 แสนล้านบาท สร้างระบบชลประทานดีที่สุด
นายสมเกียรติ มรรคยาธร นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย เปิดเผยว่า สำหรับนโยบายของ 2 พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่ใช้หาเสียง ต่างชูเรื่องการรับจำนำราคาข้าวและประกันราคาข้าวนั้น ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาราคาข้าว หรือช่วยให้ชาวนาไทยในประเทศพ้นจากปัญหาความยากจนแต่อย่างใด เป็นแค่นโยบายหาเสียงเท่านั้น ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาข้าวระยะยาว
ขณะที่ปัญหาสำคัญของชาวนาไทยเกิดขึ้นจากผลผลิตต่อไร่ที่น้อยกว่าประเทศคู่แข่งส่งออกข้าว คือ ประเทศเวียดนามถึง 2 เท่า ทำให้ในขณะนี้ชาวนาในประเทศเวียดนามมีรายได้ต่อไร่ที่มากกว่าชาวนาไทย 2 เท่าตัวแล้ว
สำหรับนโยบายที่ภาครัฐใช้ทั้งการรับจำนำราคาข้าวและประกันราคาข้าวนั้น ที่ผ่านมาภาครัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณในช่วง 6-7 ปี สูงถึง 6-7 แสนล้านบาท ถือเป็นจำนวนเงินมหาศาลมาก ซึ่งสามารถนำเงินดังกล่าวไปใช้สร้างระบบชลประทานให้เกษตรกรเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้สูงขึ้นมาก เพราะขณะนี้ชาวนาไทยมีพื้นที่ทำระบบชลประทานได้ประมาณ 20-30% เท่านั้น ขณะที่เวียดนามมีพื้นที่ชลประทานกว่า 80%
ขณะที่ปัจจุบันราคาข้าวขาวของไทยในตลาดโลกอยู่ที่ 500 เหรียญสหรัฐต่อตัน และราคาข้าวหอมมะลิอยู่ที่ 900-1,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนราคาข้าวในเวียดนาม ข้าวหอมมะลิอยู่ที่ 600 เหรียญสหรัฐต่อตัน และราคาข้าวขาวอยู่ที่ 480 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ทั้งนี้ แนวโน้มราคาข้าวถุงหลังการเลือกตั้งนั้นไม่สามารถบอกได้ว่าจะปรับตัวขึ้นหรือไม่ เพราะต้องดูนโยบายของภาครัฐและรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศด้วย แต่ในขณะนี้แนวโน้มราคาข้าวในตลาดโลกเริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว จากความต้องการบริโภคข้าวที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ การที่ภาครัฐพยายามให้ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่สุดในตลาดโลก และในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาไทยส่งออกข้าวได้เดือนละ 1 ล้านตันนั้น ไม่ได้ส่งผลดีต่อชาวนาไทย เพราะนโยบายรัฐเข้าไปช่วยสนับสนุนราคาข้าวให้เกษตรกรนั้น ทำให้เปรียบเหมือนคนไทยต้องเลี้ยงข้าวให้คนทั้งโลก เพราะต้องใช้เงินภาษีจากคนไทยไปสนับสนุนราคาข้าว







