
KCAR หุ้นปันผลงาม
ท่ามกลางตลาดหุ้นที่ผันผวน ไม่ลำพังเฉพาะบ้านเรา แต่เป็นกันทั่วโลก จากปัจจัยที่ใหญ่กว่าการเมืองในบ้านเรา คือเรื่องวิกฤตหนี้ของกรีซและสหรัฐ
ท่ามกลางตลาดหุ้นที่ผันผวน ไม่ลำพังเฉพาะบ้านเรา แต่เป็นกันทั่วโลก จากปัจจัยที่ใหญ่กว่าการเมืองในบ้านเรา คือเรื่องวิกฤตหนี้ของกรีซและสหรัฐ
โดย..จิตรา อมรธรรม
ที่กำลังจะเข้าข่ายมีหนี้สินล้นพ้นตัว ดิฉันมีหุ้นที่จ่ายเงินปันผลดีมากตัวหนึ่งมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อเป็นทางเลือกสำหรับการลงทุนค่ะ นักวิเคราะห์ของ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ได้เริ่มวิเคราะห์หุ้น KCAR หรือบริษัท กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ ลีส พบว่าน่าสนใจมาก ลำพังธุรกิจหลักของ KCAR ซึ่งก็คือธุรกิจเช่ารถไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นหวือหวา แต่เติบโตตามเศรษฐกิจ แต่จุดที่น่าสนใจคือการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอปีละ 2 ครั้ง ไม่เกิน 60% ของกำไรสุทธิ คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (DividendYield) เฉลี่ย 7.4% ต่อปี นับตั้งแต่เข้าตลาดฯ เมื่อสิ้นปี 2548 ขณะที่กำไรเติบโตเฉลี่ย 16% ต่อปี จาก 165 ล้านบาท ในปี 2548 เป็น 344 ล้านบาท ในปี 2553 แม้กระทั่งปีที่เกิดวิกฤต Subprime 2551–2552 กำไรของ KCAR ยังสามารถขยายตัวได้ 7% (เป็นการเติบโตที่ต่ำที่สุด) และ 17% ตามลำดับ สำหรับปีนี้นักวิเคราะห์ของเราคาดว่า KCAR จะจ่ายเงินปันผลได้ 0.80 บาท/หุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 8.8% จากราคาหุ้นปัจจุบันที่ 9.05 บาท
KCAR จัดตั้งเมื่อปี 2535 ประกอบธุรกิจให้เช่าทรัพย์สินประเภทรถยนต์เพื่อการดำเนินงาน (Operating Lease) อายุการเช่าไม่เกิน 5 ปี และระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ญี่ปุ่น และเป็นการให้บริการแบบครบวงจร นอกจากนี้ในปี 2548 บริษัทได้ลงทุนบริษัท กรุงไทย ออโตโมบิล เพื่อจำหน่ายรถยนต์เก่ารองรับการจำหน่ายรถยนต์ที่ครบกำหนดสัญญาเช่า ปัจจุบันบริษัทมีรถยนต์ให้เช่าประมาณ 6,000 คัน และศูนย์บริการเครือข่ายประมาณ 500 แห่ง มีรายได้หลักมาจาก 2 ส่วน คือ รายได้จากค่าเช่ารถยนต์ และกำไรจากการขายรถยนต์ที่หมดสัญญาเช่า
ธุรกิจรถเช่าในช่วงปี 2549–2553 มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยปีละประมาณ 10% เติบโตสูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจที่โตเฉลี่ยเพียง 2.3% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากความต้องการรถเช่าสำหรับองค์กรที่หันมาให้ความสำคัญกับการเช่ารถมากขึ้น
ส่วนธุรกิจขายรถมือสองเชื่อว่าจะเป็นดาวรุ่งของ KCAR ในปีนี้และอีกหลายปีถัดไป โดยในปี 2553 รายได้จากการขายรถมือสองมีสัดส่วน 40% ของรายได้รวม คาดว่ารายได้จากการขายรถยนต์ใช้แล้วไม่ว่าจะเป็นจากรถที่หมดสัญญาเช่าของ KCAR หรือของบริษัทย่อยภายใต้ชื่อ Toyota Sure จะเพิ่มขึ้นเป็น 50% ในปี 2556 หรือคิดเป็นการเติบโตประมาณ 20% ต่อปี ทั้งนี้ KCAR มีโครงการจะเปิดศูนย์ขายรถยนต์มือสองอีกแห่งในเดือน ส.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 4 ของปีนี้ และอีก 1 แห่งในปีหน้า
นักวิเคราะห์ของเราคาดว่ากำไรสุทธิของ KCAR ในปีนี้จะเพิ่มเพียง 5% ซึ่งเป็นเพราะบริษัทต้องกลับมาจ่ายภาษีในอัตราปกติ 30% หลังหมดสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการเข้าจดทะเบียนในตลาดฯ แต่กำไรก่อนภาษีเพิ่มขึ้นถึง 27% และคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลได้ 0.80 บาท/หุ้นดังกล่าว นักวิเคราะห์ของเราประเมินราคาตามปัจจัยพื้นฐานได้เท่ากับ 12 บาท KCAR เป็นหุ้นที่น่าสนใจในแง่เงินปันผล แต่อย่าคาดหวังกับการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นซึ่งจะไม่หวือหวาเช่นเดียวกับลักษณะของธุรกิจและสภาพคล่องในการซื้อขายน้อย ถือเป็นทางเลือกสำหรับ Value Investor ค่ะ







