
Crisis Watch
วิเคราะห์เศรษฐกิจการลงทุนกัมพูชา
วิเคราะห์เศรษฐกิจการลงทุนกัมพูชา
วิเคราะห์เศรษฐกิจการลงทุนกัมพูชากัมพูชานับเป็นประเทศที่มีโอกาสการลงทุนสูงมาก เนื่องจากมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง มีทำเลที่ตั้งติดประเทศไทย ประกอบกับชาวกัมพูชาคุ้นเคยกับสินค้าไทยเป็นอย่างดี อีกทั้งกฎระเบียบและขั้นตอนการลงทุนก็ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด บางด้านดีกว่าของประเทศไทยด้วยซ้ำ
กัมพูชามีขนาดพื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของไทย ประชากร 14.3 ล้านคน โดย GDP ของกัมพูชาอยู่ที่ระดับ 11,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.5% ของ GDP ของประเทศไทย ในช่วงปี 25472550 เศรษฐกิจเติบโตในอัตราเฉลี่ยสูงถึง 10% ต่อปี
แต่เศรษฐกิจเติบโตในอัตราต่ำมาก คือ 0.1% ในปี 2552 เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Subprime) ที่กระทบทั่วโลกประกอบกับฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก แต่กลับมาเติบโตในอัตราบวกอีกครั้งหนึ่งในปี 2553 ที่ระดับ 5.5% สำหรับแนวโน้มปี 2554 ทางการกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 6% แต่ธนาคารโลกกลับคาดการณ์สูงกว่านี้ คือ 6.5%
ปัจจุบันกัมพูชาเก็บภาษีกำไรเงินได้นิติบุคคลในอัตราต่ำ เพียง 20% เปรียบเทียบกับไทยที่เก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราสูงถึง 30% ในส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กัมพูชาเก็บต่ำกว่าไทยเช่นเดียวกัน กล่าวคือ จัดเก็บแบบขั้นบันไดในอัตรา 520% เปรียบเทียบกับไทย 537% อย่างไรก็ตาม กัมพูชาเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราค่อนข้างสูง คือ 10% เปรียบเทียบกับไทย 7%
สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่กัมพูชาเน้นชักจูงการลงทุน ประกอบด้วยเกษตรกรรม อุตสาหกรรมเกษตร โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโทรคมนาคม พลังงานและไฟฟ้า อุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้น อุตสาหกรรมผลิตเพื่อส่งออก ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และเหมืองแร่ (ครอบคลุมถึงการสำรวจและขุดเจาะน้ำมัน) ฯลฯ
กรณีโครงการลงทุนไม่ต้องการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาลกัมพูชาแล้ว สามารถยื่นขอจดทะเบียนบริษัทได้โดยตรงที่กระทรวงพาณิชย์
แต่หากต้องการได้รับสิทธิและประโยชน์ต่างๆ โครงการสามารถยื่นขอรับการส่งเสริมเพื่อให้ได้รับสถานภาพที่เรียกว่า Qualified Investment Projects (QIPs) ยกเว้นอากรขาเข้าวัสดุก่อสร้างเครื่องจักร วัตถุดิบ ฯลฯ การยกเว้นภาษีส่งออก ตลอดจนสามารถโอนกำไรกลับประเทศได้โดยไม่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย การให้หลักประกันว่ารัฐบาลจะไม่ยึดกิจการมาเป็นของรัฐและจะไม่ควบคุมราคา ฯลฯ นอกจากนี้จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 39 ปี ตามสูตร ดังนี้
ระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล = Trigger Period + 3 ปี + Priority Period
ในส่วน Trigger Period กำหนดเป็นระยะเวลาที่เริ่มมีกำไรหรือระยะเวลา 3 ปีนับแต่เริ่มมีรายได้ครั้งแรก แล้วแต่ว่าระยะเวลาใดมาถึงก่อน ส่วนกำหนดระยะเวลา Priority Period ที่กำหนดไม่เกิน 3 ปีนั้น จะเป็นไปตามสูตรที่กำหนด เป็นต้นว่า กรณีลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐาน หากลงทุนไม่เกิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ Piority Period จะเป็น 1 ปี หากลงทุนเกิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไม่เกิน 30 ล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับ 2 ปี และหากลงทุนเกิน 3 ล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับ 3 ปี
หากยื่นเอกสารต่างๆ เพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุนครบถ้วนแล้ว สภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา (The Council for the Development of Cambodia – CDC) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จะต้องแจ้งผลการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบอย่างมีเงื่อนไขกับโครงการภายใน 3 วันทำการ หากไม่ออกหนังสือตอบภายในกำหนดเวลา 3 วันทำการแล้ว ถือว่าได้รับความเห็นชอบว่าเป็นโครงการ QIPs โดยอัตโนมัติ
หากเห็นชอบโครงการ จะออกใบรับรองการจดทะเบียนอย่างมีเงื่อนไข (Conditional Registration Certificate – CRC) ให้แก่นักลงทุน จากนั้นหน่วยงาน CDC จะดำเนินการในนามของนักลงทุนเพื่อติดต่อขออนุญาตจากหน่วยงานต่างๆ เช่น จดทะเบียนบริษัทที่กระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาตก่อสร้างที่หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นหรือกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ
หน่วยงานข้างต้นจะต้องพิจารณาออกไปอนุญาตอย่างรวดเร็วเพื่อให้หน่วยงาน CDC ออกใบรับรองการจดทะเบียนขั้นสุดท้าย (Final Registration Certificate – FRC) แก่โครงการภายใน 28 วันทำการ อนึ่ง ไม่สามารถอนุมัติได้ภายในกำหนดเวลาโดยไม่มีเหตุผลอันควรแล้ว ข้าราชการที่รับผิดชอบจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย
สุดท้ายนี้ แม้ไทยได้เปรียบอย่างมากในการลงทุนในกัมพูชา แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากโอกาสทางธุรกิจเท่าที่ควร สำหรับตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศในกัมพูชาล่าสุดในปี 2553 เป็นเงินรวม 2,690 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจีนลงทุนมากเป็นอันดับ 1 คือ 930 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมา คือ เวียดนาม 362 ล้านเหรียญสหรัฐ สิงคโปร์ 277 ล้านเหรียญสหรัฐ รัสเซีย 242 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนไทยเป็นอันดับ 5 คือ 182 ล้านเหรียญสหรัฐ m







