posttoday
3นายกตลาดส่องศก.เลือกตั้ง เงินสะผัด-จี้รัฐบาลใหม่แก้ให้ถูกจุด

3นายกตลาดส่องศก.เลือกตั้ง เงินสะผัด-จี้รัฐบาลใหม่แก้ให้ถูกจุด

16 พฤษภาคม 2554

การใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านร้านค้าปลีกนับเป็นหนึ่งตัวสะท้อนเศรษฐกิจ

การใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านร้านค้าปลีกนับเป็นหนึ่งตัวสะท้อนเศรษฐกิจ

ที่เกิดขึ้นจริงในระดับรากหญ้า เมื่อการเมืองพอจะชัดเจนขึ้นจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 3 ก.ค.นี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาว่า ผู้ประกอบการที่สัมผัสกับเศรษฐกิจแท้จริงเหล่านี้ มองการเมืองที่เดินไปตามครรลองนั้น จะส่งผลอย่างไรต่อกำลังซื้อและเศรษฐกิจรวมอย่างไร

สุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น ในฐานะนายกสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย (สพท.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อผู้บริโภคในช่วงระหว่างการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในต้นเดือน ก.ค.นี้ เชื่อว่าแต่ละพรรคการเมืองจะมีการใช้งบเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์เป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีเวลาไม่นานในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ และอาจทำให้ต้องใช้จ่ายเป็นจำนวนสูงมาก ส่งผลให้มีเงินสะพัดในวงกว้างทั่วประเทศ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจโตตาม โดยเฉพาะในท้องถิ่น

 

3นายกตลาดส่องศก.เลือกตั้ง เงินสะผัด-จี้รัฐบาลใหม่แก้ให้ถูกจุด

การเลือกตั้งปีนี้ถือเป็นปัจจัยบวกที่ส่งผลดีถึงกลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกในภาพรวม จากบรรยากาศการจับจ่ายของผู้บริโภคที่ดีขึ้น และยังส่งผลทางอ้อมไปยังความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่มีสูงขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ จากภาพรวมของการเมืองที่เริ่มนิ่งขึ้น ความขัดแย้งภายในประเทศลดลงลง ต่างจากช่วง 23 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนกล้าออกมาจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น

สำหรับรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศนั้น อยากให้วางนโยบายสนับสนุนผู้พัฒนาค้าปลีกไทยรายย่อยให้มีความแข็งแรง หรือสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่หนุ่มสาวหันมาทำการค้าของตัวเองมากขึ้น หรือสำหรับผู้สนใจประกอบอาชีพอิสระของตัวเองมากขึ้น ทั้งด้านเงินทุน การฝึกอบรมอาชีพและทักษะในการทำตลาดการค้า จากปัจจุบันพบว่านิสิตนักศึกษาที่จบใหม่เกือบ 100% ที่ประกอบธุรกิจตัวเอง หรือมีอาชีพเสริม พบว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ขณะนี้มีความสามารถส่วนตัวทั้งงานฝีมือ หรืองานศิลปะ การพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ มีจำนวนมากขึ้น

ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมกำลังซื้อผู้บริโภคในช่วงระหว่างการเลือกตั้งนับจากนี้ไปจนถึงเดือน ก.ค. คาดจะมีความคึกคักจากเม็ดเงินที่จะพัดอยู่ในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าปกติ โดยเฉพาะในธุรกิจสื่อต่างๆ ทั้งป้ายโฆษณาหาเสียงหรือช่องทางอื่น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่หนุนให้เศรษฐกิจดีขึ้น เห็นได้จากตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา หลังจากมีการโปรดเกล้าฯ ให้ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ และคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจโดยรวมน่าจะขยายตัวได้ราว 5%

จากปัจจัยดังกล่าวยังส่งผลให้ผู้บริโภคมีอารมณ์ในการจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น ดังนั้นอาจได้เห็นกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจเจ้าของสินค้าประเภทต่างๆ ออกมาจัดกิจกรรมการทำตลาดรูปแบบต่างๆ อย่างคึกคัก เช่น แคมเปญโปรโมชันเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายเพิ่มขึ้นในช่วงสั้น แต่มองว่ากลยุทธ์ดังกล่าวไม่ควรนำไปใช้ในระยะยาว เพราะอาจกระทบยังโครงสร้างราคาสินค้าของตลาดในอนาคตได้

ส่วนปัญหาเงินเฟ้อจากผู้ประกอบการ 2 กลุ่มหลัก คือบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและบริษัทผู้ผลิตอาหาร หรือของกิน ได้ปรับเพิ่มราคาสินค้ากันไปก่อนหน้านี้แล้ว หลังได้รับผลกระทบจาก 2 ปัจจัยหลัก คือราคาน้ำมันปรับเพิ่มจากเดิม 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มเป็นมากกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในขณะนี้ และปัจจัยเรื่องสินค้าการเกษตรวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารมีราคาเพิ่มสูงขึ้น จากนี้ไปมีแนวโน้มที่สินค้าในกลุ่มอาหารจะปรับเพิ่มอีกเล็กน้อย

“ภาครัฐควรปล่อยให้ราคาสินค้าปรับตัวขึ้นลงตามกลไกตลาดไม่ควรกดหรือให้ผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าเอาไว้ เพราะหากไปกดจะ ให้กลไกราคาบิดเบี้ยวไม่สะท้อนภาพที่แท้จริง ไม่ส่งผลดีต่อผู้บริโภค” นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าว

สำหรับรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศในอนาคต อยากให้วางนโยบายดูแลและสนับสนุนเรื่อง การขนส่งกระจายสินค้า หรือโลจิสติกส์ในประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมถึงด้านคลังสินค้า (แวร์เฮาส์) ด้วยระบบดังกล่าวถือเป็น “แบ็กโบน” ของระบบเศรษฐกิจประเทศ ที่ในอนาคตยังต้องเตรียมความพร้อมในการเปิดเสรีการค้าอาเซียน (อาฟตา) ที่ต้องมีเส้นทางหรือถนนในการเชื่อมต่อเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ ได้อย่างทัดเทียมกับประเทศต่างๆ

รวมทั้งการพัฒนาท่าเรือใหม่ๆให้ทันทันสมัย ในเส้นทางการขนส่งสินค้าทางเรือ เป็นต้น รวมทั่งสิ่งอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ และอัตราภาษีในสินค้าประเภทต่างๆที่จะเอื้ออำนวยให้กับประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ภาครัฐ ควรให้ความสำคัญด้านการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน ที่ปัจจุบันเริ่มขาดแคลนในบางกลุ่มอุตสาหกรรมแล้ว

สมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมการค้าส่งปลีกไทย กล่าวว่า ค้าปลีกในไตรมาส 2 ปีนี้ คาดจะคึกคักขึ้นเทียบกับไตรมาสแรกที่ผ่านมา จากกำลังซื้อผู้บริโภคที่มีเงินจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น โดยภาพรวมธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในปีนี้ คาดว่าจะมีมูลค่ารวม 1.5 ล้านล้านบาท เติบโตเป็นตัวเลขสองหลักเมื่อเทียบกับปีก่อน ที่ตลาดรวมมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท โดยปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเติบโตได้ดี มาจากเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น และการเลือกตั้งที่มีขึ้นในเดือน ก.ค.ปีนี้ ส่งผลให้กำลังซื้อทั่วประเทศคึกคักมากขึ้น โดยในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ตลาดรวมเติบโตไม่ต่ำกว่า 10%

สำหรับรัฐบาลใหม่อยากให้ความสำคัญกับธุรกิจโชห่วย ร้านค้ายี่ปั้ว และซาปั้วมากขึ้น วางเป็นภารกิจระดับชาติที่จะผลักดันธุรกิจโชห่วยให้เติบโตคู่กับสังคมไทยต่อไป พร้อมกับมีนโยบายดูแลภาคการเกษตร ภาคแรงงาน ที่เป็นฐานหลักของประเทศไปพร้อมกันจากที่ผ่านมาผู้ประกอบธุรกิจร้านโชห่วย ยี่ปั้ว และซาปั้ว ทั่วประเทศ รู้สึกต่อรัฐบาลว่าไม่มีนโยบายดูแลและควบคุมร้านโชห่วย ยี่ปั้ว ซาปั้ว อย่างจริงจัง เห็นได้จาก นโยบายแก้ปัญหาสินค้าอุปโภคและบริโภคที่ขาดตลาดในช่วง 12 เดือน ที่ผ่านมา อาทิ สินค้าน้ำมันปาล์มนั้น ภาครัฐเน้นกระจายสินค้าไปยังห้างค้าปลีกมากที่สุด และกระจายสินค้าให้แก่ยี่ปั้ว ซาปั้ว จนถึงร้านโชห่วยน้อยมาก และในขณะนี้ สินค้าที่กำลังเกิดปัญหาตามมาคือ น้ำมันถั่วเหลืองก็ได้รับสินค้ามาจำหน่าย ไม่ครบทุกขนาด รวมถึงน้ำตาลทรายที่เกิดปัญหาสินค้าขาดตลาดอย่างมาก ในตลาดสดทั่วประเทศ

“ที่ผ่านมาภาครัฐเน้นกระจายสินค้าอย่างน้ำมันปาล์ม น้ำตาล ไปยังช่องทางโมเดิร์นเทรดมากกว่า ขณะที่ภาคโชห่วยซึ่งเป็นธุรกิจคนไทยแต่รัฐกลับไม่เคยมีนโยบายออกมาดูแลอย่างจริงจัง จึงอยากให้รัฐมีนโยบายที่ทำให้โชห่วย เกิดความรู้สึกมีคุณค่าและมีส่วนร่วมกับสังคม” สมชาย กล่าว

จากมุมมองดังกล่าว เห็นได้ว่ากำลังซื้อจนถึงช่วงเลือกตั้งต้นเดือน ก.ค. ทุกฝ่ายเชื่อภาพรวมคึกคักแน่ แต่หลังจากที่ตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จ คงต้องลุ้นกันเหนื่อยต่อไป ว่าจะมีกลุ่มเสื้อสีไหนออกมาป่วนบ้าง

 

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่