
เสนอรัฐสต๊อกน้ำมันอีก30วัน
ไออีเอเสนอรัฐบาลไทยเพิ่มสต๊อกน้ำมันน้ำมันในประเทศอีก 30 วันรองรับวิกฤตพลังงาน
ไออีเอเสนอรัฐบาลไทยเพิ่มสต๊อกน้ำมันน้ำมันในประเทศอีก 30 วันรองรับวิกฤตพลังงาน
น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมประเมินแผนรองรับสภาวะวิกฤตด้านพลังงานของประเทศไทย ร่วมกับทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ว่า ทางไอเออีได้เสนอแนะให้ไทยต้องจัดทำแผนรองรับวิกฤตด้านพลังงานตั้งแต่การจัดหาแหล่งน้ำมันดิบไปจนถึงการขนส่งในประเทศ โดยเฉพาะการเพิ่มสำรองน้ำมันในประเทศอีก 30 วันของความต้องการใช้ จากปัจจุบัน มีการสำรองทางกฎหมายและการค้าประมาณ 60 วัน
ทั้งนี้เพื่อป้องกันกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินขาดแคลนน้ำมัน ที่เกิดจากปัจจัยภายนอก แม้ว่าปัจจจุบันจะมีการสำรองน้ำมันตามกฏหมายของบริษัทน้ำมันอยู่แล้วก็ตม ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เงินต้องลงทุนประมาณ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9 หมื่นล้านบาท โดยคำนวณจากความต้องการใช้น้ำมันวันละ 9 แสนบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
สำหรับแนวทางอื่นในการรับมือวิกฤตพลังงานของไทย นั้น ได้เตรียมจัดหาแหล่งน้ำมันดิบเพิ่มเติม จากแแอฟริกาตะวันตก เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ จะช่วยลดความเสี่ยง เพราะะปัจจุบัน ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนถึง 60-70 % ขณะเดียวกรณีโรงกลั่นน้ำมันในประเทศมีปัญหาต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป ได้ประสานกับกรมขนส่งทางบกและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งน้ำมันไว้แล้ว
“การหารือครั้งนี้ไออีเอชื่นชมกับแผนรับวิกฤตพลังงานของไทย เป็นต้นแบบที่ดีในระดับอาเซียน แต่กรณีการเสนอให้เพิ่มสำรองน้ำมันในประเทศ นั้น ในหลักการเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ แต่ก็ใช้งบประมาณที่สูง เป็นภาระกับภาครัฐระดับหนึ่ง เพราะต้องหาสถานที่สร้างคลังเก็บน้ำมันใหม่ แต่ก็เห็นว่าสำรองน้ำมันที่มีอยู่ตอนนี้ก็น่าจะเพียงพอ”น.พ.วรรณรัตน์ กล่าว
นอกจากนี้ยังให้แนะนำการสำรองเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ควรมีการสำรองน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลไว้ใช้ 10 วัน รวมทั้งบังคับให้โรงไฟฟ้าเอกชนต้องมีการเก็บสต๊อกน้ำมันไว้ใช้กรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะหากการจัดส่งก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้ามีปัญหา ขณะเดียวกันจะต้องมีการซักซ้อมแผนไว้ตลอดเวลาด้วย เพราะไทยพึ่งพาก๊าซฯผลิตไฟฟ้าถึง 70% สูงเกินไป
ด้านนาย แอด แวน โบฮีเมน ผู้อำนวยการด้านนโยบายสภาวะวิกฤต ไออีเอ กล่าวถึงกรณี ไทยใช้มาตรการแทรกแซงราคาพลังงาน เช่น ก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ส่งผลให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด และทำให้ปริมาณความต้องการก๊าซฯเพิ่มมากขึ้น จนต้องมีการนำเข้าแอลพีจีสูงขึ้น ถือเป็นความเสี่ยง ดังนั้น หากรัฐบาลสามารถลดปริมาณการนำเข้าได้และนำเงินในส่วนที่ไปชดเชยแอลพีจีมาสร้างคลังเก็บน้ำมันน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า







