posttoday
ยอดเอ็นพีแอลลวงตา ไตรมาสแรกหด 1.22 หมื่นล้าน

ยอดเอ็นพีแอลลวงตา ไตรมาสแรกหด 1.22 หมื่นล้าน

04 พฤษภาคม 2554

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในระบบธนาคารพาณิชย์ที่ยังไม่หักกันสำรอง (Gross NPL) ในไตรมาสแรกปี 2554 ว่าอยู่ที่ระดับ 3.04 แสนล้านบาท หรือ 3.23% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบ

ถือว่าเอ็นพีแอลลดลง 1.22 หมื่นล้านบาท หรือ 3.87% เทียบกับสิ้นไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่อยู่ที่ระดับ 3.17 แสนล้านบาท หรือ 3.60% ของสินเชื่อรวม

ธปท.เชื่อว่าหนี้เสียในระบบที่ลดลง 1.22 หมื่นล้านบาท ยังมีแนวโน้มลดลงอีก แม้ว่าราคาสินค้า ค่าครองชีพเรียงแถวปรับขึ้น ก็จะไม่กดดันให้หนี้เสียเพิ่ม ด้วยเหตุผลเศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่อง ลูกหนี้ยังมีความสามารถในการชำระคืน

ยอดเอ็นพีแอลลวงตา ไตรมาสแรกหด 1.22 หมื่นล้าน

ขณะที่ในความจริงแล้วเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังที่กำลังเห็นมรสุมตั้งเค้า จะเข้ามากระทบทำให้ยอดหนี้เสียในระบบมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ย ภาวะเงินเฟ้อ หรือราคาน้ำมัน ยังเป็นตัวปั่นเร่งปฏิกิริยาให้ลูกหนี้ต้องแบกรับภาระต้นทุนมากขึ้น และมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถใช้หนี้ได้

งานนี้เรียกว่าข้อเท็จจริงสวนทางกับความคิด ธปท. !!

ทั้งนี้ หากดูจากยอดเอ็นพีแอลที่หักกันสำรอง (Net NPL) ณ สิ้นไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่ระดับ 1.63 แสนล้านบาท หรือ 1.76% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบ ลดลง 1,844 ล้านบาท หรือ 1.12% จากสิ้นไตรมาส 4 ปีที่แล้วอยู่ที่ระดับ 1.65 แสนล้านบาท หรือ 1.91% ของสินเชื่อรวม

มุมมองของ “สรสิทธิ์ สุนทรเกศ” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า แนวโน้มอัตราหนี้เสียในระบบไม่น่าจะสูงขึ้น เพราะการที่ฐานสินเชื่อขยายตัวสูงขึ้นก็ทำให้สัดส่วนหนี้เสียลดลงอัตโนมัติอยู่แล้ว ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้น ก็ช่วยให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ

ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ยังมีการปรับโครงสร้างหนี้เร็วขึ้น คือ ในกรณีที่ลูกหนี้รายใดมีปัญหาที่อาจกระทบต่อการชำระหนี้ ธนาคารก็จะพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ให้ เช่น ลดยอดการชำระต่องวด ขยายระยะเวลาในการชำระ เพื่อให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า

“แนวโน้มหนี้เสียในระบบน่าจะมีโอกาสลดลงมากกว่าที่จะเพิ่ม เพราะสินเชื่อขยายตัวได้ดี เศรษฐกิจก็ดี ช่วยให้ลูกหนี้ยังชำระหนี้ได้ตามปกติ เรื่องภาระค่าครองชีพสูง ราคาสินค้าแพงในช่วงนี้ไม่น่าจะมีผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลง เพราะในระยะยาวหากปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการชำระหนี้ ธนาคารก็ปรับโครงสร้างหนี้ดูแลลูกค้าได้อยู่แล้ว” สรสิทธิ์ กล่าว

ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ได้มีการทยอยขายพอร์ตหนี้เสียต่างๆ ออกจากบัญชีของธนาคาร ก็ช่วยให้หนี้เสียในระบบลดลงเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้ถือว่าเป็นกลเม็ดทางบัญชี ทำให้ธนาคารพาณิชย์ “ตัวเบา” มากกว่าจะสะท้อนสภาพความเป็นจริง ว่าลูกหนี้ธนาคารหมดสภาพมากน้อยแค่ไหน

เมื่อส่องกล้องเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ยังต้องเจออุปสรรคที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังยืนขาสั่นอยู่ ผู้กู้เงินจะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่อยู่ในขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งแนวโน้มเอ็นพีแอลในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ น่าจะผูกโยงกับภาวะเศรษฐกิจแบบแยกไม่ออก

โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ออกมาประเมินว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังยังมีความเสี่ยงหลายปัจจัย

ส่วนหนึ่งมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมทั้งหากโลกถูกคุกคามจากภัยก่อการร้ายจนเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และราคาน้ำมันแพงเกิน 120-130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อาจทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 3.5-3.9% จากเดิมที่คาดขยายตัว 4-4.5% ขณะที่เงินเฟ้อจะเพิ่มเป็น 3.8-4.2% และการส่งออกลดเหลือ 10.1-15.3% รวมถึงปัญหาความขัดแย้งไทยกัมพูชา

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกสำคัญที่เป็นตัวช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยปีนี้ มาจากการใช้จ่ายในช่วงเลือกตั้ง ที่คาดจะมีเงินสะพัด 4-5 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำและเงินเดือนข้าราชการ ราคาพืชผลทางการเกษตรทรงตัวระดับสูง และจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

ปี 2554 จึงถือว่าเศรษฐกิจไทยยังหนีไม่พ้นปัญหาเอ็นพีแอล ที่ผูกโยงติดระบบเศรษฐกิจแบบเงื่อนตายแก้ไม่ออก

งานนี้ ถ้าเศรษฐกิจไทยร่วงรุ่งริ่ง หรือหมดแรงวิ่งเมื่อไร มีหวังเอ็นพีแอลพุ่งแซงหน้าไปได้เหมือนกัน

 

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร