
ยอดเอ็นพีแอลลวงตา ไตรมาสแรกหด 1.22 หมื่นล้าน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในระบบธนาคารพาณิชย์ที่ยังไม่หักกันสำรอง (Gross NPL) ในไตรมาสแรกปี 2554 ว่าอยู่ที่ระดับ 3.04 แสนล้านบาท หรือ 3.23% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบ
ถือว่าเอ็นพีแอลลดลง 1.22 หมื่นล้านบาท หรือ 3.87% เทียบกับสิ้นไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่อยู่ที่ระดับ 3.17 แสนล้านบาท หรือ 3.60% ของสินเชื่อรวม
ธปท.เชื่อว่าหนี้เสียในระบบที่ลดลง 1.22 หมื่นล้านบาท ยังมีแนวโน้มลดลงอีก แม้ว่าราคาสินค้า ค่าครองชีพเรียงแถวปรับขึ้น ก็จะไม่กดดันให้หนี้เสียเพิ่ม ด้วยเหตุผลเศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่อง ลูกหนี้ยังมีความสามารถในการชำระคืน
ขณะที่ในความจริงแล้วเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังที่กำลังเห็นมรสุมตั้งเค้า จะเข้ามากระทบทำให้ยอดหนี้เสียในระบบมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ย ภาวะเงินเฟ้อ หรือราคาน้ำมัน ยังเป็นตัวปั่นเร่งปฏิกิริยาให้ลูกหนี้ต้องแบกรับภาระต้นทุนมากขึ้น และมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถใช้หนี้ได้
งานนี้เรียกว่าข้อเท็จจริงสวนทางกับความคิด ธปท. !!
ทั้งนี้ หากดูจากยอดเอ็นพีแอลที่หักกันสำรอง (Net NPL) ณ สิ้นไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่ระดับ 1.63 แสนล้านบาท หรือ 1.76% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบ ลดลง 1,844 ล้านบาท หรือ 1.12% จากสิ้นไตรมาส 4 ปีที่แล้วอยู่ที่ระดับ 1.65 แสนล้านบาท หรือ 1.91% ของสินเชื่อรวม
มุมมองของ “สรสิทธิ์ สุนทรเกศ” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า แนวโน้มอัตราหนี้เสียในระบบไม่น่าจะสูงขึ้น เพราะการที่ฐานสินเชื่อขยายตัวสูงขึ้นก็ทำให้สัดส่วนหนี้เสียลดลงอัตโนมัติอยู่แล้ว ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้น ก็ช่วยให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ
ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ยังมีการปรับโครงสร้างหนี้เร็วขึ้น คือ ในกรณีที่ลูกหนี้รายใดมีปัญหาที่อาจกระทบต่อการชำระหนี้ ธนาคารก็จะพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ให้ เช่น ลดยอดการชำระต่องวด ขยายระยะเวลาในการชำระ เพื่อให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า
“แนวโน้มหนี้เสียในระบบน่าจะมีโอกาสลดลงมากกว่าที่จะเพิ่ม เพราะสินเชื่อขยายตัวได้ดี เศรษฐกิจก็ดี ช่วยให้ลูกหนี้ยังชำระหนี้ได้ตามปกติ เรื่องภาระค่าครองชีพสูง ราคาสินค้าแพงในช่วงนี้ไม่น่าจะมีผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลง เพราะในระยะยาวหากปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการชำระหนี้ ธนาคารก็ปรับโครงสร้างหนี้ดูแลลูกค้าได้อยู่แล้ว” สรสิทธิ์ กล่าว
ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ได้มีการทยอยขายพอร์ตหนี้เสียต่างๆ ออกจากบัญชีของธนาคาร ก็ช่วยให้หนี้เสียในระบบลดลงเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้ถือว่าเป็นกลเม็ดทางบัญชี ทำให้ธนาคารพาณิชย์ “ตัวเบา” มากกว่าจะสะท้อนสภาพความเป็นจริง ว่าลูกหนี้ธนาคารหมดสภาพมากน้อยแค่ไหน
เมื่อส่องกล้องเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ยังต้องเจออุปสรรคที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังยืนขาสั่นอยู่ ผู้กู้เงินจะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่อยู่ในขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งแนวโน้มเอ็นพีแอลในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ น่าจะผูกโยงกับภาวะเศรษฐกิจแบบแยกไม่ออก
โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ออกมาประเมินว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังยังมีความเสี่ยงหลายปัจจัย
ส่วนหนึ่งมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมทั้งหากโลกถูกคุกคามจากภัยก่อการร้ายจนเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และราคาน้ำมันแพงเกิน 120-130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อาจทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 3.5-3.9% จากเดิมที่คาดขยายตัว 4-4.5% ขณะที่เงินเฟ้อจะเพิ่มเป็น 3.8-4.2% และการส่งออกลดเหลือ 10.1-15.3% รวมถึงปัญหาความขัดแย้งไทยกัมพูชา
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกสำคัญที่เป็นตัวช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยปีนี้ มาจากการใช้จ่ายในช่วงเลือกตั้ง ที่คาดจะมีเงินสะพัด 4-5 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำและเงินเดือนข้าราชการ ราคาพืชผลทางการเกษตรทรงตัวระดับสูง และจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
ปี 2554 จึงถือว่าเศรษฐกิจไทยยังหนีไม่พ้นปัญหาเอ็นพีแอล ที่ผูกโยงติดระบบเศรษฐกิจแบบเงื่อนตายแก้ไม่ออก
งานนี้ ถ้าเศรษฐกิจไทยร่วงรุ่งริ่ง หรือหมดแรงวิ่งเมื่อไร มีหวังเอ็นพีแอลพุ่งแซงหน้าไปได้เหมือนกัน







