posttoday
พาณิชย์คาดปีนี้ส่งออกอัญมณีไทยทรงตัว

พาณิชย์คาดปีนี้ส่งออกอัญมณีไทยทรงตัว

21 เมษายน 2554

พาณิชย์ฯ คาดปีนี้ส่งออกอัญมณีไทยทรงตัว หลังตลาดญี่ปุ่นหาย 10% เล็งชงครม.อนุมัติแยกบัญชีเงินกู้ช่วยผู้ประกอบอัญมณีไทยอยู่รอด

พาณิชย์ฯ คาดปีนี้ส่งออกอัญมณีไทยทรงตัว หลังตลาดญี่ปุ่นหาย 10% เล็งชงครม.อนุมัติแยกบัญชีเงินกู้ช่วยผู้ประกอบอัญมณีไทยอยู่รอด

นายปรีชา ผ่องเจริญกุล ที่ปรีกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และประธานคณะกรรมการ พัฒนาธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับไทย กล่าวว่า คาดว่าปีนี้มูลค่าการส่งออกอัญมณีไทยจะไม่เติบโตหรือมีมูลค่า 1.5 แสนล้านบาท เท่ากับปีที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดญี่ปุ่นซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักของการส่งออกอัญมณีไทยมีสัดส่วนส่งออก 10% ประสบภัยธรรมชาติ ส่งผลถึงการจับจ่ายเครื่องประดับของชาวญี่ปุ่น ขณะเดียวกันชาวญี่ปุ่นหันไปนิยมเครื่องประดับประเภทเพชรมากขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสัดส่วนส่งออก 25 – 30% ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตดี โดยเฉพาะอัญมณีประเภทเงินมีอัตราการเติบโตดีถึง 30% ฉะนั้นจึงสามารถทดแทนตลาดญี่ปุ่นที่หายไปได้ ส่วนตลาดยุโรปมีสัดส่วนส่งออกอยู่ที่ 25 – 30% และอีก 30% เป็นตลาดเอเซีย 

สำหรับปัญหาที่กระทรวงพาณิชย์จะต้องเร่งแก้ไข คือ การสนับสนุนทางการเงินกับผู้ประกอบการทั้งรายเก่าและใหม่ที่ขาดสภาพคล่องทางการเงินในกระบวนการผลิตและการขายอัญมณี ด้วยการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติแยกบัญชีเงินสำหรับผู้ผลิตและผู้ส่งออกอัญมณี จากบัญชีเงินกู้ทั่วไป เนื่องจากแม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะมีมติให้ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยหรือเอสเอ็มอีแบงค์ จัดสรรวงเงินกู้ไว้ 500 ล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการทางด้านอัญมณี แต่ผู้ประกอบการก็ไม่สามารถได้รับอนุมัติวงเงินกู้ เพราะกฎระเบียบในการคัดกรองผู้กู้มีความเข้มงวด และไม่สอดคล้องกับวิธีการดำเนินงานของผู้ประกอบการอัญมณี

“การช่วยเหลือผู้ประกอบการอัญมณี เพื่อที่จะรักษาต้นน้ำหรือฐานการผลิตอัญมณีให้อยู่ในประเทศไทยต่อไป ซึ่งหากผู้ประกอบการไม่สามารถอยู่ได้ ผู้ผลิตและช่างฝีมือที่มีความสามารถก็จะย้ายฐานการผลิตไปยังแหล่งที่เหมาะสมมากกว่า และในที่สุดก็จะส่งผลให้ไทยสูญเสียโอกาสทางการค้า” นายปรีชา กล่าว

ส่วนตลาดใหม่ที่กระทรวงฯ เล็งเห็นว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ คือ ประเทศรัสเซีย และจีน แต่ทั้ง 2 ประเทศกลับมีกฎหมายกีดกันทางการค้าสูง เช่น อัตราการเรียกเก็บภาษีนำเข้า โดยรัสเซียเรียกเก็บที่ 50% ในขณะที่ จีน เรียกเก็บที่ 50 – 70% และยังมีกฎระเบียบที่ไม่เสรีในการนำเข้าสินค้าเข้าประเทศจีนอีกด้วย อาทิ จำกัดจำนวนการให้ใบอนุญาติกับผู้นำเข้าหรือคัดเฉพาะผู้นำเข้าที่รู้จัก คุ้นเคย

ทั้งนี้ ทางกระทรวงฯ เห็นว่าปัญหาดังกล่าวจะต้องแก้ไขในระดับการเจรจาระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล จึงจะสามารถผ่อนปรนกฎข้อบังคับและระเบียบต่างๆ ให้ผู้ประกอบการเอกชนได้เข้าไปสร้างตลาดใน 2 ประเทศนั้นได้

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่