
เปิดข้อมูลกล่าวหา ยูเอสทีอาร์ เหตุที่ไทยติดพีดับเบิลยูแอลช้ำ 4 ปี
การจัดสถานะประเทศคู่ค้าที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
การจัดสถานะประเทศคู่ค้าที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
ตามมาตรา 301 กฎหมายการค้าพิเศษสหรัฐ ซึ่งไทยถูกจัดอยู่ในบัญชีประเทศถูกจับตามองเป็นพิเศษ (พีดับเบิลยูแอล) ตั้งแต่รอบปี 2550/2551 หรือ 3 ปีติดต่อกันแล้ว
แม้ในปีนี้ การทบทวนสถานะรอบปี 2553/2554 ไทยจะได้รับโอกาสดีกว่าประเทศคู่ค้าอื่น เพราะสหรัฐเปิดให้ไทยยื่นข้อมูลทบทวนการจัดสถานะนอกรอบ แต่ท้ายสุดแนวโน้มที่ไทยจะถูกจัดอยู่ในบัญชีพีดับเบิลยูแอล ที่จะประกาศผลในวันที่ 30 เม.ย.นี้ ต่ออีกปีมีความเป็นไปได้สูง
ทั้งนี้ หากดูจากรายงานซึ่งทางสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ได้ประเมินสถานะประเทศคู่ค้า (เอ็นทีอี) ประจำปี 2554 พบว่าในปีนี้ ยูเอสทีอาร์ได้ระบุชัดถึงประเด็นที่เป็นอุปสรรคทางการค้าการลงทุนระหว่างไทยสหรัฐทั้งหมด 7 เรื่อง ประกอบด้วย 1.นโยบายการนำเข้าของไทย 2.การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ 3.การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา 4.อุปสรรคธุรกิจภาคบริการ 5.อุปสรรคด้านการลงทุน 6.อุปสรรคที่เกี่ยวกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และ 7.อุปสรรคด้านอื่นๆ อาทิ การครอบครองอำนาจเหนือตลาดยา โดยองค์การเภสัชกรรม และกำหนดรายการสินค้าควบคุมราคาสินค้า
สาระสำคัญที่ยูเอสทีอาร์เน้นย้ำมากสุดในปีนี้ เป็นเรื่องปัญหาการคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นข้อกังวลที่สำคัญของภาคเอกชนสหรัฐ โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายด้านศุลกากร การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐบาล ได้อ้างถึงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี มีส่วนทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบเรื่องการประมูลสัญญาสัมปทานของรัฐบาลไทย และความกังวลเกี่ยวกับการปรับกฎหมายอนุญาโตตุลาการ ซึ่งไทยไม่ได้ผูกพันเรื่องนี้ไว้ ในความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO)
สำหรับประเด็นด้านนโยบายนำเข้า ได้มีการท้วงติงเรื่องอัตราภาษีนำเข้าสินค้าที่ยังอยู่ในระดับสูงของไทย ทั้งสินค้าเกษตรอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 40.6% และสินค้าอุตสาหกรรมอยู่ในระดับ 30% และยังมีอัตราภาษีระดับสูงเป็นพิเศษสำหรับสินค้าบางรายการ อาทิ เครื่องยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สูง 6080% เครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ เครื่องครัว เครื่องมือประกอบอาหาร ยาและเวชภัณฑ์ นอกจากนี้ไทยยังมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% ทำให้สหรัฐเสียเปรียบคู่แข่งที่มีการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับไทย (เอฟทีเอ) เช่น จีน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
ขณะเดียวกันไทยยังได้ใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) อีกหลายประเภทกับสินค้านำเข้า เช่น การขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้ากว่า 32 รายการ การจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบความปลอดภัยในอาหาร มาตรการห้ามนำเข้ารถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ ระบบภาษีสินค้าบางรายการที่ผูกขาดโดยรัฐ อาทิ แก๊สโซลีน เบียร์ ไวน์ เป็นต้น
ด้านทรัพย์สินทางปัญญาในปีนี้ แม้สหรัฐให้ความชื่นชมรัฐบาลไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิกสนธิสัญญาด้านสิทธิบัตร (พีซีที) แต่สหรัฐหวังให้ไทยเร่งผลักดันกฎหมายหลายฉบับให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว อาทิ กฎหมายสิทธิบัตร กฎหมายป้องกันการแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์ และการเอาผิดต่อเจ้าของพื้นที่ และสหรัฐยังหวังให้ไทยเข้าสู่การเป็นภาคีสนธิสัญญาป้องกันทางอินเทอร์เน็ตขององค์การด้านทรัพย์สินทางปัญญาโลก
พร้อมกันนี้ สหรัฐยังต้องการให้บังคับใช้กฎหมายป้องกันปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด เพราะสหรัฐมองว่าแม้จะขึ้นบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษกับไทย แต่ไทยก็ยังมีการละเมิดทั้งเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ การละเมิดผ่านอินเทอร์เน็ต และเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายมากขึ้น ทั้งที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นวาระแห่งชาติ ภายใต้โครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานก็ตาม
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าในรายงานปีนี้ สหรัฐให้ความสนใจเรื่องการเปิดประมูลการให้บริการโทรคมนาคมระบบ 3จี
ส่วนปัญหาที่ยังมีอยู่ คือไม่มีกฎหมายเรื่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ปัญหาเรื่องการมีอำนาจเหนือตลาดขององค์การเภสัชกรรม (จีพีโอ) ซึ่งมีผลต่อธุรกิจยาสหรัฐ ตลอดจนเรื่องการกำหนดบัญชีสินค้าควบคุม เพื่อควบคุมราคาสินค้า 38 รายการ และ 1 บริการ ซึ่งในทางปฏิบัติอาจจะมีผลให้เกิดการผูกขาด เป็นต้น
เมื่อผนวกรวมกับข้อมูลก่อนหน้านี้ จากสมาคมทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ (ไอไอพีเอ) เสนอให้ไทยอยู่ในบัญชีพีดับเบิลยูแอลต่ออีกปี และสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์แห่งอเมริกา เสนอให้ไทยอยู่ในบัญชีการละเมิดทรัพย์ สินทางปัญญาขั้นรุนแรงสุด (พีเอฟซี) เพราะเห็นว่าการแก้ปัญหาเข้าถึงยาของประชาชนไม่มีความโปร่งใส และไทยยังได้ต่ออายุการใช้ยาที่มีสิทธิ บัตร (ซีแอล) ต่ออีก 2 รายการ จากปี 2553
ทั้งหมดนี้ ดูจะสร้างน้ำหนักให้กับยูเอสทีอาร์ ที่จะจัดอันดับให้ไทยอยู่ในบัญชีพีดับเบิลยูแอลต่อไปอีกปี หรือเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน แต่คงไม่ได้สร้างผลกระทบในแง่การค้าระหว่างไทยและสหรัฐมากไปกว่าที่เป็นอยู่นี้ เพราะคำกล่าวอ้างที่สหรัฐชี้แจงมานั้น ก็แค่ใช้เป็นกำแพงเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในของสหรัฐ ในยามที่เศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ฟื้นตัวเท่านั้นเอง มากกว่าการหวังผลตอบโต้ทางการค้าขั้นรุนแรง







