posttoday
ปิดตลาดรถยนต์ไตรมาสแรก ปัจจัยกระทบเพียบแต่ยังโต40%

ปิดตลาดรถยนต์ไตรมาสแรก ปัจจัยกระทบเพียบแต่ยังโต40%

14 เมษายน 2554

เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าในช่วง 9 เดือนที่เหลือต่อจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใดกันแน่ และจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่....

เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าในช่วง 9 เดือนที่เหลือต่อจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใดกันแน่ และจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่....

โดย...พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล

ผ่านพ้นไปแล้ว 1 ไตรมาสสำหรับอุตสาห กรรมยานยนต์ในประเทศไทยประจำปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่มีการคาดการณ์ว่าตลาดจะชะลอความร้อนแรงในเชิงยอดจำหน่ายลงมาบ้าง หลังจากทำนิวไฮด้วยยอดขายรวมกว่า 8 แสนคัน เติบโตขึ้นกว่า 30% ในปี 2553 ผ่านมา

มีการคาดการณ์กันว่าตลาดรถยนต์โดยรวมปีนี้น่าจะเติบโตที่ระดับ 8-10% หรือคิดเป็นยอดจำหน่าย 8.5-8.8 แสนบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับกำลังการผลิตที่มีอยู่ในประเทศไทย ซึ่งเมื่อรวมกับตลาดส่งออกอีกเกือบ 1 ล้านคัน ทำให้ในปีนี้น่าจะมีการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยกว่า 1.8 ล้านคัน

ปิดตลาดรถยนต์ไตรมาสแรก ปัจจัยกระทบเพียบแต่ยังโต40%

แต่เอาเข้าจริงๆ เมื่อดูตัวเลขยอดจำหน่ายรถยนต์ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ จะพบตัวเลขการเติบโตที่น่าตกใจ กล่าวคือยอดจำหน่ายในเดือน ม.ค. และ ก.พ. อยู่ที่ระดับ 7 หมื่นคันต่อเดือน และตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการในเดือน มี.ค.นี้ คาดการณ์เบื้องต้นว่าตัวเลขยอดจำหน่ายน่าจะปิดที่ระดับไม่น้อยกว่า 9 หมื่นคัน

หมายความว่าในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ตลาดรถยนต์ยังเดินหน้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดจำหน่ายรวมกันกว่า 2.4 แสนคัน หรือคิดเป็นการเติบโตประมาณ 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งอัตราการเติบโตในระดับนี้ถือว่าอยู่เหนือความคาดหมายอย่างมาก และไม่มีใครที่จะสามารถอธิบายถึงที่มาที่ไปของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้

ผู้บริหารค่ายรถยนต์หลายรายยังยืนยันว่าตลาดรถยนต์ไม่สามารถเติบโตในระดับนี้ได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพราะแน่นอนว่ากำลังการผลิตที่ไม่ได้เตรียมเอาไว้ล่วงหน้า ย่อมจะทำให้ตลาดรถยนต์ชะลอความร้อนแรงลงไปในท้ายที่สุด

ประกอบกับสถานการณ์ในช่วงนี้ล้วนแล้วแต่ทำให้ผู้บริโภคต้องคิดหนัก เมื่อเข้าสู่ช่วงที่ตลาดชะลอตัวตั้งแต่เดือน เม.ย. ไปจนตลอดฤดูฝน จะทำให้ภาพรวมของตลาดรถยนต์กลับสู่ภาวะปกติได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ต้องติดตามว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้นหลายต่อหลายประการ ที่น่าจะต้องบันทึกเก็บไว้และติดตามอย่างใกล้ชิด ถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงต่อจากนี้ ว่าจะทำให้ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงหรือไม่ อย่างไรบ้าง

เรื่องแรกก็คือ การประกาศปรับโครงสร้างภาษีสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ ซึ่งในปัจจุบันอยู่ระหว่างการรอเสนอเข้าที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งมาถึงตอนนี้ แม้จะได้ข้อสรุปในเรื่องของหมวดหมู่และอัตราภาษีทั้งหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครบอกได้อย่างชัดเจน

จะมีก็เพียงแต่แนวคิดในเรื่องการนำอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันและการปล่อยไอเสีย รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยมาใช้ในรูปแบบของการสร้างแรงจูงใจให้ค่ายรถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาผลิตในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อแลกกับอินเทนซีฟที่แตกต่างกันไปตามหมวดหมู่ต่างๆ

แม้จะได้รับเสียงตอบรับที่ค่อนข้างดีจากผู้ผลิตรถยนต์ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แต่ข้อปัญหาที่มีการถกเถียงกันอย่างมากก็คือเรื่องของระยะเวลาที่จะประกาศใช้ ซึ่งจากเดิมรัฐบาลมองไว้ที่ 2-3 ปี แต่ค่ายรถบางรายเสนอให้ยืดระยะเวลาออกไปถึง 6-7 ปีเพื่อเตรียมความพร้อม

ในส่วนของราคาน้ำมันก็มีการปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนระดับราคาของแก๊สโซฮอล์ 95 กลับมาแตะที่ระดับเกือบ 40 บาทต่อลิตร อีกครั้ง ขณะที่การประกาศตรึงราคาจำหน่ายดีเซลที่ต่ำกว่าลิตรละ 30 บาท จนทำท่าว่าจะไม่สามารถตรึงได้อีกต่อไปในอนาคตอันใกล้ ซึ่งต้องมาดูว่ารัฐบาลจะจัดการกับเรื่องของราคาจำหน่ายเชื้อเพลิงนี้อย่างไร

นอกจากนี้ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นการส่งสัญญาณเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อนั้น แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคที่คิดจะเป็นเจ้าของรถยนต์สักคันอย่างแน่นอน เนื่องจากการซื้อรถยนต์ในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังเป็นการซื้อผ่านไฟแนนซ์อยู่ หากปรับขึ้นตามที่มีการคาดการณ์ที่ 0.75% ทั้งปี ก็อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดสะดุดได้เช่นกัน

เรื่องสุดท้าย ที่อาจจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ก็คือผลกระทบจากการเกิดภัยธรรมชาติในประเทศญี่ปุ่นเมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ทำให้โรงงานผลิตรถยนต์และโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หลายแห่งต้องปิดทำการชั่วคราว ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อฐานการผลิตรถยนต์ทั่วโลก เนื่องจากเซนไดเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก

ยังไม่มีข้อสรุปออกมาว่า จากนี้ไปอุตสาห กรรมยานยนต์จะเติบโตหรือถดถอย เพราะปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนแรกของปีที่ควรจะส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมยานยนต์มากกว่านี้ เอาเข้าจริงๆ แล้วกลับไม่สามารถชะลอความร้อนแรงของตลาดรถยนต์ในประเทศเอาไว้ได้ จนทำให้เห็นตัวเลขอัตราการเติบโต 40% ในปัจจุบัน

จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าในช่วง 9 เดือนที่เหลือต่อจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใดกันแน่ และจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ในท้ายที่สุด!!!

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่