posttoday
ฟูจิ-โออิชิเร่งฟื้นเชื่อมันยืดอกปลอดสารมฤตยู

ฟูจิ-โออิชิเร่งฟื้นเชื่อมันยืดอกปลอดสารมฤตยู

06 เมษายน 2554

แม้จะล่วงมากว่า 3 สัปดาห์หลังเหตุภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่น

แม้จะล่วงมากว่า 3 สัปดาห์หลังเหตุภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่น

แต่ก็ยังสั่นไหวในความรู้สึกของคนไทยจนถึงขณะนี้ โดยเฉพาะปัญหาการรั่วไหลของกัมมันตรังสีในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ประเทศญี่ปุ่น ที่หลายฝ่ายต่างกังวลว่าจะแทรกซึมลงในผืนดินและปนเปื้อนในพืชผลทางการเกษตร ที่จะแปรเป็นวัตถุดิบเพื่อประกอบการอาหารที่ญี่ปุ่นและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศต่อไป

 

ฟูจิ-โออิชิเร่งฟื้นเชื่อมันยืดอกปลอดสารมฤตยู

เหตุการณ์นี้เป็นผลให้กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นรายใหญ่ในไทยปัจจุบัน ต่างเร่งรับมือพร้อมกับปรับแผนการจัดซื้อวัตถุดิบอาหารในแหล่งใหม่ เพื่อประกันความมั่นใจให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

รวิวัลย์ ทานาก้า ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของบริษัท ฟูจิ กรุ๊ป ผู้บริหารภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นฟูจิ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทนำเข้าวัตถุดิบที่เป็นอาหารจากผู้ผลิตในประเทศแถบยุโรปและแหล่งอื่นๆ อาทิ ปลาและไข่ปลาแซลมอน นำเข้าจากนอร์เวย์ ชิลี และสกอตแลนด์ สาหร่ายจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นแหล่งที่ศึกษามาแล้วว่าปลอดภัยและได้มาตรฐานที่สุด ขณะที่กลุ่มเนื้อวัวนำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น

ส่วนสินค้านำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น คือ ผงชาเขียว จากผลผลิตในไร่ชาเขียวซึ่งอยู่ห่างจากเมืองฟูกุชิมา สถานที่เกิดเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดถึง 600 กม. และเป็นการนำเข้ามาตั้งแต่ 6 เดือนที่ผ่านมา โดยชาเขียวล็อตล่าสุดที่จำหน่ายในภัตตาคารฟูจิ นำเข้ามาตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมา และยังมีปริมาณเพียงพอสำหรับบริการลูกค้าจนถึงปลายปีนี้

สำหรับชาเขียวล็อตต่อไป บริษัทจะตรวจสอบอย่างเคร่งครัดก่อนนำเข้าและต้องได้รับใบรับรองเพื่อยืนยันความปลอดภัยก่อน หากสินค้ามีความเสี่ยงของการปนเปื้อนกัมมันตรังสีจะระงับการนำเข้าทันที พร้อมทั้งยังอยู่ระหว่างการหาแหล่งจัดซื้อวัตถุดิบกลุ่มชาเขียวแห่งใหม่ อาทิ จีน และ จ.เชียงราย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

“วัตถุดิบชาเขียว เพื่อนำมาผลิตเครื่องดื่มชาเขียวพร้อมดื่ม ฟูจิชะ มีสัดส่วนนำเข้าจากญี่ปุ่นไม่ถึง5% ซึ่งสามารถสำรองวัตุถิบดิบเพื่อผลิตสินค้าได้ถึงในปี2555 แต่จากปัญหาความกังวลด้านความปลอดภัยสินค้าจากประเทศดังกล่าว ทำให้บริษัทเตรียมมองหาแหล่งจัดซื้อสินค้าวัตุถุดิบใหม่” นางรวิวัลย์ กล่าว

ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศราว 60% และสัดส่วน 40% เป็นสินค้าวัตถุดิบในประเทศไทยเอง เช่น เนื้อหมู ไก่ โดยสัดส่วนรายการอาหาร(เมนู)ในร้านอาหารฟูจิ ประมาณ 40-50%

ทั้งนี้บริษัทได้จัดซื้อวัตถุดิบจากผู้ผลิตในประเทศญี่ปุ่น มานานกว่า 10-15ปี และ ซึ่งจากการเติบโตของธุรกิจที่ขยายสาขาต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ทำให้บริษัทมีอำนาจในการสั่งซื้อสินค้าโดยตรงจากแหล่งกำเนิด เช่น ปลาทูนา จากตาฮิติ ปลาแซลมอน จากสก็อตแลนด์ ชิลี นอร์เวย์ ซึ่งเป็นฐานการผลิตใหญ่สุด เป็นต้น ส่วนวัตถุดิบกลุ่มข้าว ได้ก่อตั้งบริษัท ทนาเกรน เมื่อเดือน ต.ค. 2553 เพื่อปลูกข้าวและสีข้าวด้วยโรงสีของตัวเองใน จ.เชียงราย ส่วนซอส หรือ น้ำสลัดและไข่กุ้งแปรรูป ฯลฯ ได้สั่งผลิตจากบริษัทผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่นที่มีบริษัทและโรงงานในประเทศไทย

พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้คิดค้นพร้อมผลิตเมนูใหม่ๆ ออกสู่ผู้บริโภค เพื่อเป็นทางเลือกที่หลากหลายในการบริโภค เพื่อประกันความมั่นใจให้กับผู้บริโภคชาวไทยและธุรกิจร้านอาหารกลุ่มฟูจิ 6 สาขาในกรุงโตเกียว ภายใต้ชื่อ “บางกอก คิทเชน” และมีแผนเปิดร้านอาหารฟูจิ ในออสเตรเลีย และลาว ในปีนี้ด้วย

บริษัทยังได้เปิดให้บริการสายด่วน (ฮอตไลน์) และให้บริการสอบถามข้อมูลแก่ผู้บริโภคที่เข้ามาใช้บริการในร้านอาหารฟูจิทุกสาขา ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาพบว่ายังมีลูกค้าเข้ามารับประทานอาหารตามปกติ เฉลี่ย 700 คนต่อสาขาต่อวัน โดยไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด

ในปีนี้บริษัทคาดว่าใช้งบราว 100 ล้านบาท สำหรับทำตลาดพร้อมทั้งวางแผนเปิดสาขาเพิ่มอีก 12 สาขา ลงทุน 20 ล้านบาทต่อสาขา จากปีที่ผ่านมามีสาขา 69 สาขา และมีรายได้ทั้งกลุ่มราว 6,000 ล้านบาทแบ่งเป็นธุรกิจร้านอาหาร 5,000 ล้านบาท และอีก 1,000 ล้านบาทมาจาก เครื่องดื่ม

เช่นเดียวกับบริษัท โออิชิ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่น ที่ออกมาย้ำมาตรการอาหารปลอดภัย ปลอดการปนเปื้อนกัมมันตรังสีเป็นรายแรกๆ

ล่าสุด ไพศาล อ่าวสถาพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารโออิชิทุกแบรนด์ยังคงดำเนินไปตามปกติ โดยมีผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการในร้านเฉลี่ย 2 หมื่นคนต่อวัน ในทุกสาขา จากสาขาร้านอาหารทุกแบรนด์ในเครือรวม 124 แห่งทั่วประเทศ โดยร้านอาหารชาบูชิ และโออิชิ บุฟเฟต์ ยังมียอดขายเติบโตเฉลี่ยสูงขึ้นถึง 10%

ก่อนหน้านี้ บริษัทได้ออกมาชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้บริโภคถึงมาตรการความปลอดภัยในการจัดหาวัตถุดิบเพื่อประกอบการอาหารญี่ปุ่น อาทิ การจัดซื้อปลาจากประเทศนอร์เวย์ ชิลี เป็นต้น หรือแหล่งวัตถุดิบอื่นๆ หรือล่าสุดในกลุ่มสินค้าอาหารแห้ง เช่น ปลาแห้งที่บริษัทได้ปรับการจัดซื้อใหม่จากประเทศไต้หวันและประเทศเพื่อนบ้านแทน จากก่อนหน้าที่สั่งซื้อจากญี่ปุ่น พร้อมทั้งเดินหน้าทำตลาดตามปกติ และปรับรายการอาหารพิเศษประจำฤดูกาลในช่วงนี้ เป็นเมนูนาเบะหม้อไฟ จากเดิมในช่วงนี้ทุกปีจะเป็นเมนูปูฮอกไกโด ซึ่งเป็นจังหวะดีที่บริษัทไม่ได้สั่งซื้อสินค้าวัตุดิบอาหารดังกล่าวในช่วงก่อนหน้าจากซัพพลายเออร์ในประเทศญี่ปุ่น

จะเห็นได้ว่าทั้งสองรายใหญ่ต่างเร่งพยายามสร้างความเชื่อมั่นระดับสูงสุดกับผู้บริโภค เพราะสำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ถือว่าความปลอดภัยต่อผู้บริโภคเป็นสิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจังเป็นอันดับแรก...

 

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่