posttoday
คนไอซีทีเร่งรัฐเพิ่มประสิทธิผล ผ่านระบบซอฟต์แวร์-บริการ

คนไอซีทีเร่งรัฐเพิ่มประสิทธิผล ผ่านระบบซอฟต์แวร์-บริการ

12 มีนาคม 2554

หน่วยงานด้านไอซีทีในประเทศไทย ได้รวมตัวกันเพื่อสำรวจมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมไอซีที ประกอบด้วย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค สถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม หรือทริดี้ และสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือซิป้า เพื่อนำตัวเลขดังกล่าวมาวิเคราะห์ให้เห็นถึงภาพรวมในปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ภาพรวมในปีนี้ว่าอะไรที่ยังเป็นจุดแข็งจุดอ่อนของอุตสาหกรรม และของประเทศไทย

หน่วยงานด้านไอซีทีในประเทศไทย ได้รวมตัวกันเพื่อสำรวจมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมไอซีที ประกอบด้วย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค สถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม หรือทริดี้ และสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือซิป้า เพื่อนำตัวเลขดังกล่าวมาวิเคราะห์ให้เห็นถึงภาพรวมในปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ภาพรวมในปีนี้ว่าอะไรที่ยังเป็นจุดแข็งจุดอ่อนของอุตสาหกรรม และของประเทศไทย

โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์

 

คนไอซีทีเร่งรัฐเพิ่มประสิทธิผล ผ่านระบบซอฟต์แวร์-บริการ

หน่วยงานด้านไอซีทีในประเทศไทย ได้รวมตัวกันเพื่อสำรวจมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมไอซีที ประกอบด้วย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค สถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม หรือทริดี้ และสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือซิป้า เพื่อนำตัวเลขดังกล่าวมาวิเคราะห์ให้เห็นถึงภาพรวมในปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ภาพรวมในปีนี้ว่าอะไรที่ยังเป็นจุดแข็งจุดอ่อนของอุตสาหกรรม และของประเทศไทย

นายมนู อรดีดลเชษฐ์ ที่ปรึกษาโครงการและคณะกรรมการการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ กวทช. กล่าวว่า ภาพรวมตลาดไอซีทีในปี 2554 ซึ่งประกอบด้วยภาคฮาร์ดแวร์ ภาคซอฟต์แวร์ ภาคสื่อสารโทรคมนาคม และภาคบริการ คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่ากว่า 6.7 แสนล้านบาท เติบโตจากปี 2553 ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 6 แสนล้านบาท ประมาณ 11.7%

อย่างไรก็ตาม เมื่อตัดส่วนที่มาจากตลาดสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งเป็นสัดส่วนหลักถึง 61.6% หรือกว่า 4.18 แสนล้านบาท ออกไป จะเหลือมูลค่าในตลาดไอทีกว่า 2.9 แสนล้านบาท แสดงให้เห็นว่าตลาดหลักของไอซีที คือ ตลาดด้านสื่อสารโทรคมนาคม

 

คนไอซีทีเร่งรัฐเพิ่มประสิทธิผล ผ่านระบบซอฟต์แวร์-บริการ

แต่สิ่งที่น่าสนใจอยู่ที่ตลาดไอที ซึ่งในมูลค่ากว่า 2.9 แสนล้านบาทนั้น เมื่อแบ่งตามลำดับแล้วพบว่ากว่า 34% ยังอยู่ที่อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ 28% ซอฟต์แวร์ บริการคอมพิวเตอร์ 25% และอุปกรณ์สื่อสาร 11% ซึ่งสวนทางกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ที่บริการคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ จะมาเป็นอันดับแรก

การใช้งานซอฟต์แวร์และบริการคอมพิวเตอร์ถือเป็นตัวชี้วัดการพัฒนาด้านไอทีในประเทศไทย รวมถึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาประสิทธิผลของประเทศให้เกิดขึ้น จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติองค์กรต่างๆ ในประเทศไทย ให้ยอมรับว่าไอทีเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องมีการจัดสรรงบประมาณมาเพื่อลงทุนด้านนี้มากขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาการลงทุนด้านไอซีทีต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี จะเห็นว่าการเติบโตของการลงทุนไอซีทีสูงกว่าจีดีพี และยังปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ นั่นแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีการใช้จ่ายเงินลงทุนด้านนี้สูงขึ้น แต่ประสิทธิผลที่ได้รับตอบแทนกลับมาน้อยลง อัตราเฉลี่ยจากประเทศระดับใกล้เคียงกันอยู่ที่ประมาณ 6.2% แต่ประเทศไทยมีแนวโน้มสูงกว่าและอาจเพิ่มเป็น 7.2% ในประมาณ 2 ปีข้างหน้า

“ถ้ามีการลงทุนใช้ไอซีทีมากๆ แต่ไม่เกิดประสิทธิผล ก็ถือเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า ซึ่งภาคส่วนที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาล ที่ต้องนำไอซีทีมาใช้ในการสร้างบริการให้มากขึ้น รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องมีการสนับสนุนให้ใช้มากขึ้นเช่นกัน ซึ่งส่วนที่ต้องใช้ให้มากคือ ซอฟต์แวร์และบริการคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นส่วนที่สร้างให้เกิดมูลค่า” นายมนู กล่าว

ยิ่งในปีนี้ระบบคลาวด์คอมพิวติงมาแรงมากขึ้น เป็นโอกาสที่จะผลักดันให้เกิดการเติบโต 20-30% แบบก้าวกระโดดได้ ตัวจักรสำคัญอาจอยู่ที่ภาคเอกชนที่ต้องรวมตัวกัน ตั้งเป็นสภาไอซีทีที่ทำหน้าที่เหมือนสภาหอการค้า เป็นผู้กำหนดแนวทางของอุตสาหกรรม มากกว่ารอให้รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งปัจจุบันมีการร่าง พ.ร.บ. จัดตั้งสภาไอซีทีกันแล้ว

นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการเนคเทค กล่าวว่า ภาพรวมตลาดฮาร์ดแวร์คาดว่าจะอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท เติบโตขึ้น 9.7% เพราะอุปกรณ์ได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะโน้ตบุ๊กที่ราคาปรับลดลงมา รวมถึงการเข้ามาของแท็บเล็ตที่แม้การเก็บข้อมูลจะยังไม่รวมอุปกรณ์ชนิดนี้ แต่เห็นแนวโน้มที่ดี ยิ่งเทคโนโลยีเวอร์ชวลเน็ตเวิร์กและคลาวด์คอมพิวติงมา จะทำให้การใช้งานมีความสะดวกสบายมากขึ้น จะทำให้เห็นการลงทุนด้านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ใหม่ๆ อีกมากในองค์กรขนาดใหญ่และขนาดกลาง

นายสุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการทริดี้ กล่าวว่า มูลค่าตลาดสื่อสารโทรคมนาคมคาดว่าอยู่ที่ 4.18 แสนล้านบาท เนื่องจากความต้องการใช้งานเทคโนโลยีไร้สายเพื่อตอบโจทย์การดำเนินชีวิตมีมากขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าการลงทุน 3จี จะมาได้อย่างเร็วที่สุด ในปี 2555 แต่ผู้ให้บริการก็มีการลงทุนปรับปรุงโครงข่ายให้สามารถใช้บริการได้ดีที่สุด

เมื่อผนวกกับการใช้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทำให้ตลาดในกลุ่มสื่อสารโทรคมนาคมที่จะมีการเติบโตมาก คือ สมาร์ตโฟน ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดบริการสื่อสารเติบโตขึ้นตามไปด้วย มีการพัฒนาแอพพลิเคชันมากขึ้น เพราะผู้บริโภคจะใช้สมาร์ตโฟนเป็นช่องทางในการเข้าถึงบริการใหม่ๆ เป็นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต

นายสันติ สุรรัตน์ รักษาการผู้อำนวยการซิป้า กล่าวว่า ตลาดซอฟต์แวร์และบริการคอมพิวเตอร์ในปี 2554 มีมูลค่า 8.4 หมื่นล้านบาท และ 7.5 หมื่นล้านบาท มีการเติบโตที่ 12.5% และ 16.3% ตามลำดับ

กระแสของระบบโอเพนซอร์สได้รับความนิยมสูงมาก ทำให้เป็นโอกาสของนักพัฒนาซอฟต์แวร์และบริการคอมพิวเตอร์ไทยที่จะเข้ามาใช้โอกาสนี้ในการเข้าทำตลาด โดยปัจจุบันสัดส่วนมูลค่าของโอเพนซอร์สอยู่ที่ประมาณ 23.5% ขณะที่ตลาดบริการคอมพิวเตอร์มีแนวโน้มสูงขึ้น เพราะองค์กรต่างๆ เริ่มเปลี่ยนมาใช้ลักษณะบริการเอสเอเอเอส หรือเช่าใช้ซอฟต์แวร์แทนการลงทุนซื้อในราคาสูง และรับบริการต่อเนื่องรายปีแทน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันองค์กรเอกชนยังเป็นกลุ่มที่มีการใช้งานเป็นหลักมากที่สุด โดยเฉพาะการเงินธนาคาร โทรคมนาคม พลังงาน และด้านขนส่ง เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่เห็นแล้วว่าเมื่อนำไปใช้แล้วได้ประโยชน์จริง

ขณะที่หน่วยงานภาครัฐแม้จะมีการใช้งานในระดับที่มากกว่าองค์กรอื่นๆ แต่ก็ควรเพิ่มสัดส่วนการใช้งานซอฟต์แวร์และบริการคอมพิวเตอร์ให้มากขึ้น เพื่อพัฒนาระบบการทำงานของภาคราชการให้รวดเร็วและเกิดประสิทธิผลมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร