
ของแพง!ตลาดหนังสือปรับเป้าโตแค่5%
ตลาดหนังสือปีนี้เจอวิกฤตของแพง สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ปรับเป้าโตเหลือ 5% จาก 7% หวังหลังเลือกตั้งรัฐบาลสานต่อนโยบายส่งเสริมการอ่านก่อนผู้ประกอบการายเล็กตายหมด
ตลาดหนังสือปีนี้เจอวิกฤตของแพง สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ปรับเป้าโตเหลือ 5% จาก 7% หวังหลังเลือกตั้งรัฐบาลสานต่อนโยบายส่งเสริมการอ่านก่อนผู้ประกอบการายเล็กตายหมด
นางริสรวล อร่ามเจริญ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาพตลาดหนังสือในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ไม่เติบโต เนื่องสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เช่น อาหาร ราคาน้ำมัน มีราคาสูงขึ้นส่งผลให้ผู้บริโภคทั่วไปชะลอการจับจ่ายสินค้าที่ไม่จำเป็นออกไป ตลาดหนังสือจึงได้รับผลกระทบ
ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยจึงปรับเป้าเติบโตของตลาดหนังสือปีนี้ลดลงเหลือ 5% จากเมื่อต้นปีตั้งเป้าเติบโตโดยรวมไว้ที่ 7% ดังนั้นปีนี้ตลาดรวมหนังสือคาดว่าจะมีมูลค่า 2.1 หมื่นล้านบาท จากปีที่ผ่านที่มีมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ทางสมาคมฯ ยังมีความเป็นห่วงเรื่องนโยบายส่งเสริมการอ่านของรัฐบาลใหม่ที่จะถูกจัดตั้งขึ้นหลังการยุบสภาในปีนี้ ซึ่งจากการประกาศนโยบายส่งเสริมการอ่านตั้งแต่ปีที่ผ่านมาพบว่า แนวทางปฏิบัติยังไม่เริ่มต้นอย่างจริงจัง หากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย หรือไม่สานต่อนโยบายเดิมจะส่งผลให้ประชาชนไทยสนใจการอ่านหนังสือลดลง
และจะส่งผลต่อสภาพตลาดหนังสือโดยรวมอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมฯ หวังว่าในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 39 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 9 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 มี.ค. – 6 เม.ย.ปีนี้ จะคึกคักกว่าปีที่ผ่านมา เพราะสำนักพิมพ์ต่างๆ จะพยายามกระตุ้นยอดขายผ่านการจัดโปรโมชั่นอย่างเต็มที่เพื่อสร้างยอดขายในช่วงครึ่งปีแรกให้เติบโตตามเป้าที่วางไว้ โดยทางสมาคมฯ
คาดว่าตลอดระยะเวลา 13 วันของการจัดงานจะมีผู้เข้าชมงานประมาณ 1.4 ล้านคน และมีเงินสะพัดภายในงานไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท
ทั้งนี้ เพื่อผลักดันให้คนไทยรักและมีนิสัยรักการอ่าน พร้อมกับแผนการกระตุ้นตลาดหนังสือ ปีนี้ทางสมาคมฯ มีแผนที่จะจัดงานสัปดาห์หนังสือในต่างจังหวัดตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่าน โดยกำลังวางแผนงานใน 3 จังหวัด ส่วนงานอุบลฯ บุ๊กแฟร์ในปีนี้ยังมีการจัดงานอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา
นายวรพันธ์ โลกิตสถาพร อุปนายกฝ่ายในประเทศ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นอกจากปัญหาต้นทุนวัตถุดิบในการพิมพ์หนังสือ เช่น กระดาษ หมึก และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ผู้ประกอบการ หรือผู้จัดพิมพ์หนังสือรายเล็กไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนต่อไปแล้ว
สภาวะการแข่งขันของตลาดที่รุนแรงก็ส่งผลให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กตายไปจากตลาดเช่นเดียวกัน โดยพบว่าอัตราการจองบูธภายในงานสัปดาห์หนังสือ ของผู้ประกอบการรายเล็กหายไปกว่า 10 รายแล้ว จึงเป็นอีกปัญหาสำคัญที่รัฐบาลจะต้องเร่งส่งเสริมนโยบายการอ่านอย่างจริงจังและดำเนินการอย่างทันท่วงที เพื่อรักษาผู้ประกอบรายเล็ก
และกลางเอาไว้ก่อนที่จะตายไปจากตลาดจนเหลือแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น







