posttoday
กองทุนกระทุ้งคลังคุ้มครองเงินฝากสมาชิก

กองทุนกระทุ้งคลังคุ้มครองเงินฝากสมาชิก

02 มีนาคม 2554

การลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากของภาครัฐ กำลังสร้างความวิตกกังวลให้บรรดากองทุนต่างๆ ที่ต้องนำเงินของสมาชิกไปฝากชีวิตไว้กับสถาบันการเงิน 

การลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากของภาครัฐ กำลังสร้างความวิตกกังวลให้บรรดากองทุนต่างๆ ที่ต้องนำเงินของสมาชิกไปฝากชีวิตไว้กับสถาบันการเงิน 

โดย...ทีมข่าวการเงิน

การลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากของภาครัฐ กำลังสร้างความวิตกกังวลให้บรรดากองทุนต่างๆ ที่ต้องนำเงินของสมาชิกไปฝากชีวิตไว้กับสถาบันการเงิน

ไม่ว่าจะเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม สหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ หรือมูลนิธิต่างๆ เบ็ดเสร็จแล้วมีประชาชนที่เข้ามาร่วมแบกรับความเสี่ยงหลายล้านคน

โดยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝาก “ดีเดย์” ลดการคุ้มครองเงินฝากตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2554 เหลือไม่เกิน 50 ล้านบาท และวันที่ 1 ส.ค. 2555 จะลดเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท

ล่าสุดกระทรวงการคลังมอบให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รับเป็นแม่งานจัดตั้งคณะกรรมการมาพิจารณาสัดส่วนการคุ้มครองเงินฝากที่เหมาะสม ตามการเรียกร้อง ของกลุ่มกองทุนต่างๆ โดยเฉพาะกองทุนที่ต้องแบกรับเงินลงทุนของประชาชนจำนวนมาก

สิงหะ นิกรพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) กล่าวว่า ขณะนี้ สศค.มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาการคุ้มครองเงินฝากของกลุ่มกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม สหกรณ์ออมทรัพย์ และมูลนิธิที่ไม่แสวงหากำไร เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้มีสมาชิกจำนวนมาก เพื่อพิจารณาหากฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ในปี 2555 ยังคงได้รับการคุ้มครองเงินฝากเพียง 1 ล้านบาท ตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป และต้องศึกษาเปรียบเทียบกับหลักการในต่างประเทศด้วย

สิ่งที่บรรดากองทุนต่างๆ กังขาก็คือ ในเมื่อธนาคารพาณิชย์ถูกรัฐเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝาก 0.4% ไม่ว่าเงินฝากก้อนเล็กก้อนใหญ่ก็ต้องจ่ายเท่ากัน หมายความว่าผู้ที่ฝากเงินมาก ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมมาก แต่กลับได้รับการคุ้มครองแค่ 1 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มองว่าไม่ยุติธรรม

ขณะที่มุมมองของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก คือ การคุ้มครองวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท จะสามารถดูแลประชาชนที่มีบัญชีเงินฝากได้ครอบคลุมถึง 98% และสอดคล้องกับกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองผู้ฝากเงินรายย่อยเป็นหลัก

“กลุ่มกองทุนต่างๆ รวมทั้งสหกรณ์ ซึ่งเชื่อว่ากลุ่มนี้เป็นมือมืออาชีพในการบริหาร เข้าถึงข้อมูลและเข้าใจความเสี่ยงการลงทุนได้ดีกว่ารายย่อย และต้องเข้าใจว่าผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และสหกรณ์ออมทรัพย์นั้นถือว่าไม่เป็นการฝากเงิน ถือว่าเป็นการลงทุนและต้องมีความเสี่ยง” สิงหะ กล่าว

ด้าน เฉลิมพล ดุลสัมพันธ์ ประธานชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สศค.ได้มาหารือเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งหลังจากปี 2555 จะคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งกระทบกับสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ระดมเงินมาจากสมาชิกและลงทุนฝากกับสถาบันการเงินก็จะได้รับความคุ้มครองสหกรณ์ละไม่เกิน 1 ล้านบาท เช่นกัน

ดังนั้น จึงได้หารือให้ สศค.ทบทวนการคุ้มครองเงินฝากในกลุ่มของสหกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินฝากของสมาชิกให้มีการคุ้มครองเป็นสัดส่วน 2050% ของยอดเงินฝากเป็นต้น ซึ่ง สศค.รับไปพิจารณา

ปัจจุบันสหกรณ์ออมทรัพย์มีประมาณ 1,200 แห่ง มีจำนวนสมาชิกรวมประมาณ 2.2 ล้านคน มียอดสินทรัพย์ 7.5 แสนล้านบาท

เฉลิมพล กล่าวว่า แม้ว่าสหกรณ์ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝาก แต่ตามกฎหมายสหกรณ์ออมทรัพย์มีข้อบังคับให้รัฐบาลจะต้องให้การสนับสนุนกิจการสหกรณ์ และที่ผ่านมามีการเข้มงวดการตรวจสอบฐานะการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์

ดังนั้น สมาชิกที่ฝากเงินหรือลงทุนในสหกรณ์ออมทรัพย์จะมีความมั่นคงเทียบเท่าระบบสถาบันการเงิน

“การประกาศลดการคุ้มครองเงินฝากของรัฐบาล ยังถือเป็นโอกาสที่นักลงทุนหรือผู้มีเงินออมจะมาเพิ่มสัดส่วนการออมเงินในสหกรณ์ออมทรัพย์มากขึ้น เพราะปัจจุบันได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหรือเท่าเทียบระบบธนาคารพาณิชย์” เฉลิมพล กล่าว

การจะเปลี่ยนการคุ้มครองเงินฝากให้บรรดากลุ่มกองทุนที่มีสมาชิกจำนวนมากมาต่อรองเพิ่มวงเงินการคุ้มครองจะเป็นผลดีผลเสีย และยุติธรรมหรือไม่ ยังไม่มีคำตอบ

แต่ตราบใดที่สถาบันการเงินไทยเข้มแข็งมั่นคง โอกาสที่กองทุนคุ้มครองเงินฝากจะควักจ่ายถือว่ามีน้อยหรือแทบไม่มีเลย!!!

 

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่