posttoday
พิชิต อัคราทิตย์ วาดฝัน ประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี 5 แสนล.

พิชิต อัคราทิตย์ วาดฝัน ประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี 5 แสนล.

01 มีนาคม 2554

บทบาทของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมาถือว่าเพิ่มขึ้นทุกขณะ

บทบาทของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมาถือว่าเพิ่มขึ้นทุกขณะ

พิชิต อัคราทิตย์ วาดฝัน ประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี 5 แสนล.

หลังจากวิกฤตการเงินโลกเมื่อปลายปี 2551 ทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาโอบอุ้มธุรกิจเอสเอ็มอีไม่ให้ล้มระเนระนาด ด้วยการให้ บสย.การันตีสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ในโครงการ Portfolio Guarantee Scheme

โครงการดังกล่าวได้เสียงตอบรับจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นทุกขณะ โดยโครงการที่ 1 ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2552มี.ค. 2553 ค้ำประกันไป 7,473 ราย วงเงิน 29,989.34 ล้านบาท

โครงการที่ 2 ตั้งแต่เดือน พ.ค.ธ.ค. 2553 ค้ำประกันเอสเอ็มอี 10,152 ราย วงเงิน 29,999.997 ล้านบาท

โดยปัจจุบันเมื่อรวมโครงการค้ำประกันของ บสย.ทั้งหมดทุกโครงการแล้ว ยังมีภาระค้ำประกันคงเหลือ 24,591 รายวงเงิน 72,890.90 ล้านบาท

พิชิต อัคราทิตย์ ประธานกรรมการ บสย. กล่าวว่า ในปีนี้ บสย.จะค้ำประกันสินเชื่อทะลุ 1 แสนล้านบาท และอีก3 ปี จะค้ำประกันสินเชื่อ 5 แสนล้านบาท เนื่องจากองค์กรนี้มีศักยภาพมาก

ส่วนตัวเคยทำประมาณการไว้คร่าวๆ ว่า มีความต้องการค้ำประกันสินเชื่อในประเทศไทยอีกไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท เนื่องจากทุนจดทะเบียนของบริษัททั้งประเทศอยู่ที่ 8 ล้านล้านบาท ถ้าคิดว่ามีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 25%คิดเป็นทุนจดทะเบียน 2 ล้านล้านบาท และที่เหลือน่าจะเป็นธุรกิจเอสเอ็มอีประมาณ 6 ล้านล้านบาท แต่ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท จึงยังมีความต้องการสินเชื่อที่ยังเหลือประมาณ 4 ล้านล้านบาท ซึ่งติดปัญหาไม่มีหลักประกัน

“สมมติว่ามีหลักประกันสักครึ่งหนึ่ง แสดงว่ามีความต้องการค้ำประกันอีกครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งปัจจุบัน บสย.มียอดการค้ำประกันแค่ 7.5 หมื่นล้านบาท ดังนั้นยังมีโอกาสอีกมาก แต่ยังขาดโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ แล้วเมื่อไรไทยจะไปสู้กับต่างประเทศ” พิชิต กล่าว

อย่างไรก็ตาม จะไปโทษธนาคารก็ไม่ได้ด้วย เพราะว่าธนาคารก็มีหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่ไม่ต้องการความเสี่ยงการเป็นหนี้เสีย กระบวนการพิจารณาสินเชื่อไม่ได้ดูคนคนเดียว แต่จะดูทั้งก้อนว่าปล่อยทั้งก้อนแล้วจะมีหนี้เสียกี่เปอร์เซ็นต์ เหมือนกับการจัดประเภทความเสี่ยงแต่ละธุรกิจ

ถ้าคิดว่าประเภทธุรกิจนี้มีความเสี่ยงมาก ธนาคารจะไม่ปล่อยสินเชื่อเลย ไม่ว่าคนนั้นจะดีหรือไม่ดี ไม่สนใจ เรียกว่าเหมาเข่ง ซึ่งเอสเอ็มอีถูกเหมาเข่งมองว่ามีความเสี่ยงสูง ถ้าเอสเอ็มอีจะมาขอกู้จะต้องเอาหลักประกันมาค้ำให้เกินกับวงเงิน นั่นคือหน้าที่ของ บสย.จะต้องเข้ามาเสริมด้านหลักทรัพย์หรือการค้ำประกันสินเชื่อให้ ตรงนี้จะทำให้สถาบันการเงินกล้าที่จะให้เงินกู้กับเอสเอ็มอี

2 ปีที่ผ่านมา บสย.ได้ค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme ทั้งสองเฟสรวม 67 หมื่นล้านบาทช่วยเอสเอ็มอีกู้เงินกับสถาบันการเงินได้กว่า 1.7 หมื่นรายก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น 30,245 ราย

ทั้งนี้ ได้แยกเป็นการค้ำประกันสินเชื่อภาคอุตสาหกรรมประมาณ 50% ภาคธุรกิจอาหาร การบริการท่องเที่ยว 30% ธุรกิจการค้าขาย 10% เกี่ยวกับธุรกิจการเกษตร 10% เอสเอ็มอีพวกนี้เป็นพื้นฐานการส่งออก

พิชิต กล่าวว่า ที่ผ่านมาการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีมีปัญหาหนี้เสียน้อยมากไม่เกิน 6% เพราะเชื่อว่าระบบนี้มีการถ่วงดุลกันพอสมควรระหว่างภาครัฐกับธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยกู้ เรียกว่ามีความระมัดระวังการปล่อยกู้ เพราะหากหนี้เสียเกิน 15% ธนาคารจะต้องรับผิดชอบด้วย

เราเชื่อว่าส่วนหนี้เสียที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 15% เนื่องจากในช่วงนั้นเกิดวิกฤตในช่วงปี 25512552 ซึ่งหากในช่วงนั้นไม่เข้าไปช่วยเหลือความเสียหายจะมหาศาลมาก ซึ่งเอสเอ็มอีที่ร่อแร่ก็จะตายหมด

โดยในปีนี้ บสย.อยู่ระหว่างการขออนุมัติจากรัฐบาลให้จัดทำโครงการค้ำประกัน Portfolio Guarantee Scheme (พีจีเอส) เฟส 3 วงเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท

“ปีนี้ค้ำประกันแสนล้าน และ บสย.พยายามสู้สุดความสามารถจะทำยอดให้ได้ 5 แสนล้านบาท ภายใน 3 ปีนับจากนี้ ถ้าทำได้มันจะหมายถึงสินเชื่อที่สู่ระบบไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาทและสร้างงานได้อีกมหาศาล เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย ถ้าไม่ท้าทายก็ไม่สนุก ผมรู้ว่าทำยาก แต่เห็นว่าเป็นความคิดที่น่าสนับสนุน จะพยายามอย่างยิ่งที่จะให้องค์กรนี้เป็นประโยชน์ต่อสังคม และองค์กรนี้ไม่แสวงหากำไร ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นกำลังของประเทศมีโอกาสที่ดีขึ้น” พิชิต กล่าว

สำหรับการจะขับเคลื่อนองค์กร บสย.ไปให้ถึง 5 แสนล้านบาท ภายใน 3 ปีข้างหน้า จะต้องมีงานใหญ่ๆ 3 เรื่องต้องทำ คือ 1.ยุทธศาสตร์ 2.รูปแบบธุรกิจที่จะทำ และ 3.กระบวนการภายใน

ในแง่ของยุทธศาสตร์ ยังคงต้องการใช้การสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งทั่วโลกก็ดำเนินการเช่นนี้ ไม่ได้มีอะไรผิด เหมือนกับรัฐบาลให้การสนับสนุนภาคเศรษฐกิจอื่น เช่น ภาครัฐประกันราคาสินค้าเกษตร เป็นต้น แต่ บสย.จะเป็นลักษณะการให้การสนับสนุนธุรกิจรายย่อย ซึ่งยังคงยุทธศาสตร์ให้ภาครัฐสนับสนุนต่อไป และก็มีแนวคิดนโยบายที่สอดคล้องกับรัฐบาลด้วย

ขณะเดียวกันในปี 2555 บสย.จะต้องเริ่มยุทธศาสตร์ไม่พึ่งพาการสนับสนุนจากรัฐบาลควบคู่กันไปด้วย เพื่อทำให้ บสย.พึ่งพาตัวเองได้

ปัจจุบันให้การค้ำประกันมีต้นทุนสูงกว่ารายรับ โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนส่วนต่างของต้นทุน ในอนาคต บสย.จะต้องเพิ่มธุรกรรมที่ทำให้รายได้สูงกว่าต้นทุน เป็นยุทธศาสตร์ที่จะก้าวต่อไป ปกติค่าธรรมเนียมที่คิด 1.75% คิดอัตราคงที่ (Flat Rate) ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นใครคิด 1.75% ทุกคน ในขณะที่อัตราความเสี่ยงที่เกิดจากการค้ำประกันสินเชื่อสูงกว่านั้น

แต่ในอนาคตทางกระทรวงการคลังอยากจะเห็น บสย.คิดอัตราค่าธรรมเนียมการค้ำประกันตามลักษณะความเสี่ยง เป็นลักษณะตามมาตรฐานสากลทั่วไป ในปี 2554 บสย.จะเริ่มดำเนินการ ซึ่งลูกค้าที่มีความเสี่ยงน้อยจะได้รับอัตราค่าธรรมเนียมต่ำกว่าลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง

“การคิดอัตราค่าธรรมเนียมแบบคงที่นั้นไม่ยุติธรรมเท่ากับเป็นการลงโทษคนดีไปด้วย” พิชิต กล่าว

ส่วนที่ 2 รูปแบบธุรกิจที่ บสย.จะเริ่มดำเนินการหรือผลิตภัณฑ์ในอีก 23 ปีข้างหน้า ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายการทำธุรกรรมของ บสย. ซึ่งอยู่ในวิสัยที่จะดำเนินการได้

ปัจจุบัน บสย.ทำธุรกิจค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งมีแนวคิดที่จะค้ำประกันสิ่งที่ไม่ใช่สินเชื่อ ซึ่งจะสามารถเพิ่มค่าธรรมเนียมให้กับ บสย.ได้ เช่น การค้ำประกันการประมูล การค้ำประกันระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น มิเตอร์ไฟฟ้า มิเตอร์ประปา โทรศัพท์ ที่ต้องเอาเงินสดมาวางประกัน แต่ต่อไปไม่ต้องใช้เงินสดไปวาง แต่ซื้อการค้ำประกันจาก บสย. ซึ่งเสียค่าธรรมเนียมเล็กน้อยเท่านั้น

อีกรูปแบบธุรกิจ คือ การค้ำประกันการระดมทุนในตลาดการเงิน ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดกลางที่ระดมเงินทุนในตลาดทุน หรือธุรกิจที่ใกล้เคียงในตลาด เอ็ม เอ ไอ เช่น บริษัท เอสเอ็มอีต้องการระดมทุน ออกตราสารหนี้ หุ้นกู้ บสย.จะช่วยค้ำประกันให้กรณีเกิดความเสียหายกับประชาชนที่ซื้อตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ อีกธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจ เช่น การค้ำประกันสินเชื่อส่วนบุคคล อาจจะไกลไปที่จะทำ แต่ก็อยู่ในวิสัยที่ บสย.สามารถจะทำได้

ส่วนที่ 3 เรื่องกระบวนการภายใน พบว่าใน 2 ปีที่ผ่านมาได้มีการแก้ไขกระบวนการการค้ำประกันสินเชื่อได้ภายใน 3 ชั่วโมง เมื่อก่อนที่จะค้ำประกันใช้เวลานาน 12 เดือน โครงการพีจีเอส 1, 2 ที่ผ่านมา บสย.มีสัญญาว่าจะค้ำประกันภายใน1 วัน แต่ความจริงใช้เวลาดำเนินการเพียง 3 ชั่วโมง มีการตัดกระบวนการภายในให้มีการค้ำประกันให้สั้นลง แต่ไม่มีความเสี่ยงมากขึ้น

บสย.กำลังนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในแง่ต้นทุนและความแม่นยำถูกต้องรวดเร็ว และระบบไอทีนำมาใช้ในการประเมินเครดิตเรตติ้ง หรือการจัดระดับความเสี่ยงของลูกค้า ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการคิดค่าธรรมเนียมตามความเสี่ยงในอนาคต ในคอมพิวเตอร์มาประเมินเรตติ้งได้ไม่ต้องเสียเวลา รวมทั้งมีการปรับปรุงประสิทธิภาพบุคคลภายในเพื่อให้รองรับธุรกิจในอนาคตที่จะใหญ่ขึ้นระดับแสนล้านบาท พัฒนาระดับศักยภาพบุคลากรให้เทียบเท่ากับบุคลากรในธนาคารพาณิชย์หรือระบบตลาดทุนซึ่งทั้งสามอย่างนี้จะเป็นฐานรองรับขนาดการค้ำประกันสินเชื่อจากปี 2553 ที่อยู่ 7.5 หมื่นล้านบาท ปีนี้ทะลุ 1 แสนล้านบาท และอีก 3 ปีจะไปถึง 5 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา บสย.ได้การค้ำประกันสินเชื่อตามนโยบายภาครัฐในช่วงมีวิกฤต เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์ วงเงินค้ำประกัน 1,500 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดมียอดค้ำประกันได้ 140 ล้านบาท ธุรกิจท่องเที่ยววงเงินค้ำประกัน 750 ล้านบาท อนุมัติแล้ว 301 ล้านบาท หนี้นอกระบบ 5,000 ล้านบาท อนุมัติแล้ว 20.62 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนคน 182 ราย และวงเงินช่วยเหลือค้ำประกันสินเชื่อผู้ประกันภัยจากเหตุจลาจลที่ราชประสงค์ 5,000 ล้านบาท อนุมัติไปแล้ว 66 ราย วงเงิน 311 ล้านบาท

“เชื่อว่าปีต่อไปเรื่องการท่องเที่ยว โลจิสติกส์ จะเป็นหลักสำคัญในการให้การสนับสนุนและเข้าไปค้ำประกันสินเชื่อ เพราะเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพและผูกพันกับการเติบโตระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งวงเงินที่ค้ำประกันตามนโยบายของรัฐเพิ่งจะเริ่ม สามารถที่จะใช้ไปได้เรื่อยๆ จนกว่าวงเงินจะหมดไม่มีการกำหนดระยะเวลาการใช้” ประธาน บสย. ระบุ

สำหรับธนาคารพาณิชย์ ส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมส่งสินเชื่อให้ บสย.ค้ำประกัน จะเป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 5 อันดับแรก เช่น ธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และทหารไทย เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ต่างๆ มีได้ใช้กลยุทธ์นี้จัดแคมเปญปล่อยสินเชื่อ 23 เท่า ของหลักทรัพย์ค้ำประกัน รวมทั้งมีธนาคารต่างประเทศด้วย เช่น ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ซึ่งหากระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีการพัฒนาในระดับมาตรฐานสากลมากขึ้น จะมีการใช้ระบบการค้ำประกันสินเชื่อมากขึ้น เพราะเป็นประโยชน์ทั้งธนาคารเองและลูกค้าของธนาคารด้วย

 

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร